วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ประเภทของนกที่จะนำมาเลี้ยง

เราสามารถเลือกนกที่จะนำมาเลี้ยงได้หลายแบบหลายขนาด เช่น เลี้ยงลูกนกเกิดใหม่ นกหูดำ นกหนุ่ม นกป่า หรือจะซื้อหานกที่ฝึกมาแล้ว



ลูกนกหูดำ
         ปกติลูกนกที่มีอายุ 1-2 เดือน ขนที่หูหรือแก้มจะยังไม่เปลี่ยนเป็นสีแดง และยังร้องไม่เป็น จึงเรียกว่า ลูกนกหูดำ หรือลูกนกลูกใบ้ จะเป็นลูกนกที่ผู้นิยมเลี้ยงนำไปเลี้ยงในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงก่อนต้นฤดูฝน ในระยะหลัง ลูกนกลูกใบ้หรือนกหูดำจะมีราคาค่อนข้างสูง เมื่อได้ลูกนกไปแล้วก็นำลูกนกไปฝึกหัดเอง
ข้อดี
1. ลูกนกที่นำมาเลี้ยงจะเข้ากับคนได้เป็นอย่างดี ไม่ตื่นกลัวเมื่อพบคนแปลกหน้า เป็นนกที่ค่อนข้างเชื่อง
2. ถ้าหากมีนกต้นแบบที่ร้องดีคอยฝึกหัดให้ลูกนกได้จดจำเพลงร้อง จนลูกนกสามารถเลียนแบบได้ ก็จะได้นกที่มีน้ำเสียงดี
3. นกจะมีขนสวยงาม เนื่องจากเราฝึกให้เขาอาบน้ำเป็นตั้งแต่เล็กๆ 
4. ใช้เวลาเลี้ยงราว 1 ปี ก็จะได้นกหนุ่มที่สวยงาม และสามารถร้องให้ฟังได้แล้ว
ข้อเสีย
1. ลูกนกจะมีนิสัยขี้อ้อน แม้เมื่อโตขึ้นและพร้อมที่จะเข้าสนามซ้อม เพื่อแข่งขันก็มักแสดงอาการแบบลูกนกออกมาให้เห็นเสมอๆ โดยกระพือปีกเบาๆ และแลบลิ้นเพื่อขออาหาร
2. เมื่อโตขึ้นจะแสดงอาการคึกมากกว่าปกติ และมักแสดงนิสัยที่ไม่ดีออกมาให้เห็น เช่น จิกหาง จิกหา และจิกปีตัวเอง ทำให้ขนนกไม่สวยงาม
3. ถ้าเลี้ยงลูกนกหูดำโดยไม่มีนกต้นแบบหรือนกฝึกหัดที่ดี ลูกนกตัวนั้นก็จะร้องได้ไม่น่าฟัง แม้ปัจจุบันจะมีการขายเทปเสียงร้องของนกกรงหัวจุก แต่ผลที่ได้ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะเทปเพลงมักจะอัดจากสนามซ้อมหรือสนามแข่งขัน ซึ่งจะมีเพลงร้องทั้งที่ดีและไม่ดีปะปนกัน
4. มีความเสี่ยงในเรื่องรูปร่างหน้าตาของนก เนื่องจากขณะที่ยังเป็นลูกนก ลักษณะต่างๆ ที่ปรากฏยังไม่เต็มที่ เมื่อนกโตขึ้นจะผลัดขนไปทุกปี จนกระทั่งเป็นหนุ่ม เราจึงจะเห็นสภาพที่แท้จริงว่าสวยงามแค่ไหน บางตัวพอโตขึ้นหัวจุกตรงหรือโค้งไปข้างหลัง สร้อยหรือหมึกดำมีน้อยหางยาว ไม่สวยงาม และไม่เข้ารูปมมาตรฐาน

เลี้ยงนกป่า
          วิธีนี้ชาวบ้านจะใช้เครื่องมือหลายอย่างในการดักจับนก เช่น 
1. ใช้กรงหรือเพนียดต่อนก โดยใช้นกตัวผู้ที่ร้องมาก เรียกนกเก่ง กล่าวคือจะร้องสำนวนสั้นๆ เพื่อเชื้อเชิญให้นกป่าเข้ามาต่อสู้กัน ใส่ไว้ในกรง เมื่อนกป่าได้ยินเสียงร้องก็จะบินโฉบไปใกล้กรงต่อและร้องต่อสู้กัน โดยจะกระพือปีก กระโดดไปมา มีอาการร้องขู่ จนกระทั่งนกป่าเข้าโจมตีโดยการจิกนกในกรงต่อ ซึ่งก็จะถูกตาข่ายดีดลงมาทับตัวเอาไว้
ข้อดี
1. นกป่าที่ต่อมาได้จะเป็นนกหนุ่มที่ร้องเพลงเป็นแล้ว และสามารถดูออกว่ารูปร่างสวยงามหรือถูกต้องตามลักษณะแค่ไหน เพราะร้องและน้ำเสียงเป็นอย่างไร เพราะขณะที่นกลงมาต่อสู้กัน นกจะร้องปะทะคารมกันก่อน เมื่อจับมาแล้วก็นำไปเลี้ยงให้เชื่องได้เลย
2. นกที่โตในป่าจะมีจิตใจที่สู้เต็มร้อย จึงกล้าลงต่อสู้กับนกในกรงต่อได้ เนื่องจากนกที่โตในป่ามักจะแสดงตัวเป็นเจ้าของพื้นที่ ดังนั้น เมื่อนกตัวอื่นพลัดหลงเข้าไปก็จะโดนไล่จิกตี จึงมีความลำพองว่าตัวเองเก่ง เมื่อเรานำมาเลี้ยงไว้จนเชื่อง จึงมีสัญชาตญาณใจสู้เหมือนเดิม และสามารถลงแข่งขันได้
ข้อเสีย
1. นกที่ได้มาจากป่าจะมีสัญชาตญาณการอยู่ในป่า หากินในที่กว้าง เมื่อเราจับมาเลี้ยงในที่จำกัด นกจะตื่นกลัวและพยายามบินหนีตลอดเวลา อาจทำให้
1.1 เวลาที่คนเข้าไปใกล้ๆ นกจะบินชนซี่กรง ทำให้จมูกเลือดออกหายยาก เพราะนกจะบินชนตลอดเวลา
1.2 นกบางตัวเมื่ออยู่ในที่แคบๆ จะตกใจกลัว และพยายามหนีสุดชีวิต จนเป็นเหตุให้บิดคอหรือตีลังกาจนติดเป็นนิสัย ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะที่ไม่ดี ไม่นิยมกัน
1.3 ถ้าคิดจะเลี้ยงนกประเภทนี้ไว้แข่ง และเจ้าของไม่ได้เอาใจใส่ดูแลอย่างดีและสม่ำเสมอ อาจต้องใช้เวลา 2-3 ปี หรือมากกว่า ทำให้เสียเวลามาก ปัจจุบันนกประเภทนี้หาซื้อได้ยาก เพราะในธรรมชาติเหลืออยู่น้อยมาก
2. ใช้ตาข่ายหรือลอบจับนกป่าเป็นฝูง

วิธีการนี้เป็นการจับนกป่าที่ทำให้ปริมาณนกลดลงไปอย่างรวดเร็ว และเป็นวิธีที่ห้ามและมีการจับกุมคนจับ จึงไม่สนับสนุนให้ทำ

เลี้ยงนกที่ผ่านการเลี้ยงมาแล้ว
          เป็นวิธีที่ค่อนข้างได้ผลดี เนื่องจากผู้เลี้ยงสามารถเลือกนกได้ตามใจชอบและตามหลักการที่กำหนด เพราะนกเหล่านี้จะสู้และแสดงพฤติกรรมออกมาให้เห็นเต็มที่ ทำให้รู้ว่ามีใจสู้แค่ไหน สำนวนดีหรือไม่ น้ำเสียงเป็นอย่างไร รูปร่างหน้าตาได้มาตรฐานแค่ไหน แล้วยังเห็นลีลาที่ดีและข้อเสียที่นกแสดงออกมา เช่น กระโดดไปร้องไป วิ่งเกาะถ้วย หรือบิดคอ เราก็สามารถตัดสินใจได้เลย วิธีนี้เรามักจะนำนกที่สู้แล้วไปเทียบเคียง คือเอาไปแขวนให้กรงห่างกันประมาณ 1 เมตร นกก็จะต่อสู้และร้องประชันกัน
ข้อดี
1. สามารถคัดเลือกได้เต็มที่ เพราะเราสามารถเห็นลักษณะการแสดงออกของนกได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์
2. ได้นกที่คุ้นเคยกับคน ไม่ตกใจบง่าย ใช้เวลาเลี้ยงและฟิตไม่นานก็เข้าสนามแข่งได้เลย
ข้อเสีย คือราคาค่อนข้างแพง เนื่องจากผู้ขายเลี้ยงมาจนเชื่องแล้ว


ลักษณะและพฤติกรรมที่ไม่ควรเลี้ยง                                     "การกระโดด" ปกตินกกรงหัวจุกจะมีลีลาการกระโดดด้วยท่วงท่าทีสง่างาม กระโดดเกาะคอนบ้าง ที่ห่วงกลมบ้าง ที่ซี่กรงบ้าง กระโดดไปกินน้ำ กินอาหาร เมื่อกระโดดมาจับที่คอนแล้วจะร้องเป็นเสียงเพลงแทบทุกครั้ง
"การหมุนคอหรือบิดคอ"  นกกรงหัวจุกที่ดี เมื่อกระโดดไปมาตามที่ต่างๆ จะมีคอตั้งตามปกติ อาจจะหมุนคอไปดูสิ่งอื่นหรือได้ยินเสียงเรียกของผู้เลี้ยง
"นกชอบตีลังกา" นกกรงหัวจุกที่ดีจะมีการกระโดดไปมาตามปกติ
"หาง" มีหางยาวเหมาะสมกับลำตัว ขนหางซ้อนกันเป็นระเบียบและสวยงาม
"หัว" มีหัวใหญ่และหน้าใหญ่สมส่วนกับตัวนก
"ช่วงลำตัว" ควรมีลำตัวมีลักษณะรูปทรงเหมือนปลีกล้วย ขณะที่ปลีกล้วยยังเล็กอยู่
"น้ำเสียง" น้ำเสียงดีร้องได้เป็นเพลง ไม่มีเพลงเสีย
"ดวงตา" ต้องนูนและดูแจ่มใส
"จุก" จุกที่หัวต้องมีโคนจุกใหญ่และมีขนขึ้นเต็ม
"ขนอก" ขนที่หน้าอกต้องฟูเป็นปุยเหมือนสำลีในเวลานกกรงหัวจุกร้อง
"นกชอบจิกตัวเอง" นกกรงหัวจุกที่ดี ไม่ชอบจิกตัวเอง 
ผู้ที่เลี้ยงนกกรงหัวจุก หรือซื้อมาเลี้ยงไว้แล้ว จะต้องคอยสังเกตุดูว่านกกรงหัวจุกของผู้เลี้ยงมีลักษณะและพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้นนี้หรือไม่ เมื่อดูแล้วเห็นว่า มีลักษณะและพฤติกรรมที่ไม่ดี ก็ควรปล่อยให้ไปอยู่ตามธรรมชาติ

จุดประสงค์ของการเลี้ยงนกกรงหัวจุก

หลายเหตุผลของคนเลี้ยงนก 

1. ทำให้ผู้เลี้ยงมีใจรักสัตว์และรักธรรมชาติ
2. นกกรงหัวจุก ดูแล้วสวยงาม มีลักษณะท่าทาง ลีลา น้ำเสียง ทำให้ฟังแล้วเพลิดเพลิน เป็นการพักผ่อนและคลายเครียดอย่างหนึ่ง
3. ผู้เลี้ยงบางคนมีความเชื่อว่า เลี้ยงแล้วจะนำโชคลาภมาให้ ทำให้การทำมาหากินเกิดความคล่องตัวดี
4. เพื่อเลี้ยงและขายเป็นอาชีพ
5. ทำให้เกิดมีการประกวดแข่งขันประชันเสียง และเป็นประเพณี
6. ทำให้เกิดการรวมตัวเป็นชมรมในทุกระดับ


     ความสุขของแต่ละคนคงไม่เหมือนกัน เพราะต่างจิตต่างใจกัน บ้างก็ว่าเลี้ยงสุนัขไว้เป็นเพื่อนแก้เหงา เวลาดุด่าเขาก็ไม่มีปากเสียง ส่วนคนที่ชอบเงียบๆ ก็อาจจะบอกว่าเลี้ยงปลาสวยงามสิมีความสุขดี เวลาปลาว่ายไปมาแลดูเพลิดเพลินดี ซึ่งต่างก็มีเหตุผลของตนเอง ในทำนองเดียวกัน สำหรับคนที่หลงใหลในนกกรงหัวจุก ก็จะรักและชื่นชมในองค์ประกอบของนกกรงหัวจุก ซึ่งประกอบด้วย
- ความสวยสดงดงามในรูปร่าง สีสัน และลีลา เนื่องจากนกกรงหัวจุกเป็นนกที่มีขนาดเล็ก รูปร่างปราดเปรียว สีสันสวยสดงดงาม
- สำนวนเพลงร้อง ถ้าจะฟังกันอย่างพินิจพิเคราะห์ จะพบว่าแต่ละครั้งที่นกร้องออกมามักจะไม่ซ้ำกัน มีการหมุนเวียนเปลี่ยนไป ทำให้ฟังแล้วไม่เบื่อ ยิ่งถ้าเลี้ยงนกในกรงที่ทำขึ้นอย่างมีศิลปะ แล้วนกกระโดดโลดเต้นไปตามลีลาที่เป็นธรรมชาติ ก็ยิ่งเพลิดเพลิน เป็นการสร้างความประทับใจและสบายใจให้กับเจ้าของนกเป็นอันมาก
- ได้พักผ่อนหย่อนใจ หลักจากตรากตรำทำงานกันทั้งวัน หรือในวันหยุดสุดสัปดาห์เป็นโอกาสที่จะได้พบปะเพื่อนฝูงที่มีรสนิยมชอบในสิ่งเดียวกัน เป็นการผ่อนคลายความเครียดที่ดีอีกวิธีหนึ่ง ยิ่งถ้ามีการแข่งขันแล้วนกของเราได้รับรางวัลด้วย ก็จะทำให้รู้สึกภาคภูมิใจ รวมทั้งผู้คนในครอบครัวด้วย เป็นโอกาสที่สมาชิกของครอบครัวนจะมีกิจกรรมร่วมกัน เป็นการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว ทำให้เด็กๆ ห่างไกลจากสิ่งเสพติด
- ช่วยกันอนุรักษ์นกกรงหัวจุก หากสามารถเพาะพันธุ์นกกรงหัวจุกได้สำเร็จ และทำการขยายพันธุ์ให้มากขึ้นก็จะเป็นการอนุรักษ์นกชนิดนี้ให้อยู่ต่อไปชั่วลูกหลาน อันเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
- เป็นการสร้างอาชีพอีกทางหนึ่ง หากมีความสนใจและศึกษาอย่างจริงจัง ท่านก็สามารถประกอบอาชีพเกี่ยวกับนกโดยไม่ยาก เช่น เพาะพันธุ์นกขาย ขายอุปกรณ์เกี่ยวกับการเลี้ยงนก เช่น อาหารนก ผ้าคลุมกรงนก ภาชนะใส่น้ำและอาหารของนกฯลฯ ทำกรงนกขาย หากมีฝีมือและความคิดสร้างสรรค์การทำกรงในปัจจุบันเป็นเรื่องที่ไม่ยากอีกต่อไป เพราะมีชิ้นส่วนในการทำการขายทุกอย่าง ทำให้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำโดยไม่ยากเลย
- ในลักษณะของโชคลาภ ผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุกส่วนใหญ่ เมื่อได้นกมาแล้วจะทำการเลี้ยงดูอย่างดี จะไม่ยอมขายหรือให้ใคร เพราะเป็นการถือเรื่องโชคลาง เจาของนกผู้มีอันจะกินหลายรายที่มีความเชื่อในตัวนก โดยเฉพาะนกที่มีลักษณะพิเศษไม่เหมือนใคร เช่น นกมีสีขาวทั้งตัวหรือขาวเพียงบางส่วน เจ้าของนกบอกว่าตั้งแต่ได้นกมา จะทำอะไรก็ดีไปเสียหมด ฐานะก็ดีขึ้นเรื่อยๆ จนต้องหากรงที่มีราคาแพงๆ มาให้นกนกโชคนี้อยู่ แม้ใครจะให้ราคาสูงสักเพียงใดก็ไม่ยอมขาย อันเป็นความเชื่อแต่ละบุคคล ซึ่งเรื่องแบบนี้ก็ขอให้คิดเอาเองแล้วกันว่าท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อดี

การดูแลและให้อาหารนกกรงหัวจุก


นกป่าหากินเองตามธรรมชาติ แต่เมื่อเรานำมาเลี้ยงควรให้อาหารให้พอเพียงกับความต้องการของด้วยและชนิดของอาหารก็สำคัญด้วย เพื่อให้นกเจริญเติบโตและอยู่กับผู้เลี้ยงไปนานๆ


อาหาร

        ในตอนเช้า เปิดผ้าคลุมกรงนกออก แล้วเปลี่ยนอาหารให้นกกินใหม่ โดยการผ่ากล้วยน้ำว้าสุก มะละกอสุก มะเขือเทศสุก ลูกตำลึงสุก แตงกวา บวบ ออกเป็นครึ่งลูก หรือทำเป็นชิ้น ๆ ถ้าเป็นลูกตำลึงลุกก็ให้ทั้งลูกเลย การให้อาหารควรจะสลับกันไปวันละ 2 ชนิด เพื่อกันไม่ให้นกเบื่ออาหาร สำหรับอาหารเม็ดก็ใส่ไว้ในถ้วยอาหาร อาจจะไม่ต้องให้ทุกวัน
จันทร์ /กล้วยน้ำว้า(จะให้คุณค่าทางอาหารเช่นวิตามินต่างๆ)
อังคาร /มะละกอ(ช่วยในการขับถ่ายดี)
พุธ /ส้มเขียวหวาน(ช่วยทำให้แก้หวัด+เสียงจะสดใส่ดี)
พฤหัสบดี /แตงกวา(ต้องล้างให้สอาดด้วยนะครับ)
ศุกร์ /บวบ (สำคัญมากเพราะมีเส้นใยช่วยในการขับถ่ายของเสียจากตัวนก)
เสาร์ /ข้าวคุกแกงส้ม(ในส่วนผสมของพริกแกงสมจะมีสมุนไพรหลายอย่าง)
อาทิตย์ /กล้วยน้ำว้า(จะให้คุณค่าทางอาหารเช่นวิตามินต่างๆ)
การให้อาหารของคนเลี้ยงนกแต่ละท่านอาจจะไม่เหมือนกันนะครับอาจจะต่างคนต่างความคิด แล้วท่านใดหมุนเวียนให้อาหารอะไรบ้าง

สังเกตดูขี้นก

        ในตอนเช้า เมื่อเปิดกรงนกหัวจุก ให้สังเกตดูขี้นก หากขี้นกเป็นแบบขี้จิ้งจก คือเป็นเม็ดสีขาวดำ แสดงว่านกเป็นปกติ แต่ถ้าขี้นกเป็นขี้เหลว หรือขี้เป็นน้ำ ก็แสดงว่านกเป็นโรคต้องรีบรักษาทันที

น้ำ

        ให้เอาน้ำเก่าทิ้งไป แล้วเอาน้ำใหม่ใส่ให้เกือบเต็มถ้วย เพราะน้ำเก่าอาจจะสกปรก


ควรนำนกกรงหัวจุกไปตากแดด

        ในตอนเช้าผู้ที่เลี้ยงนกกรงหัวจุกจะต้องรู้วิธีการยกกรงนกไปแขวน โดยมีวิธีการยกคือ มือหนึ่งจะต้องหิ้วที่ตะขอกรงนก เมื่อไปถึงชายคาบ้าน หรือราวที่จะแขวนกรงนก หรือกิ่งไม้ หรือราวที่ฝึกซ้อม และราวที่จะแขวนนกประกวดแข่งขันแล้ว ก็ใช้มือข้างที่ถนัดจับที่มุมกรงมุมใดมุมหนึ่งที่เป็นเสากรง เพราะซี่ลูกกรงจะบอบบางไม่แข็งแรงและหัดได้ จากนั้นก็ยกกรงนกขึ้นชู โดยดูที่ตะขอแขวนนกว่าตรงกับที่แขวนหรือราวแล้วหรือยัง ถ้าตรงกบที่แขวนและราวแล้ว ก็ให้ปล่อยมือลง
        ข้อควรระวัง อย่าแขวนนกที่มีอายุน้อยใกล้กับนกที่มีอายุมาก ซึ่งนกที่มีอายุมากจะข่มขู่นกที่มีอายุน้อยกว่า เพราะนกสามารถจะจำเสียงได้ และจะตื่นแล้วการที่จะนำนกไปแขวนไว้นี้ เพื่อให้นกได้กระโดดไปมาออกกำลังกาย และเพื่อให้นกร้อง จนถึงตอนบ่าย จึงจะเก็บนกไว้ในที่ร่มต่อไป ถ้าเป็นลูกนกและนกหนุ่ม ค่อย ๆ เพิ่มเวลาแขวนตากแดดวันละ 1 ชั่วโมง เป็นวันละ 2 ชั่วโมง และตากแดดไว้นานขึ้นจนนกเคยชิน เพราะเวลานำนกกรงหัวจุกเข้าประกวดแข่งขันต้องใช้เวลา 5-6 ชั่วโมง กว่าจะประกวดเสร็จ เพราะนกต้องตากแดดตลอดเวลาการประกวด

ควรเก็บนกไว้ในที่ร่ม
        หลังจากให้นกตากแดดตั้งแต่ตอนเช้าจนถึงตอนบ่าย ก็ให้เก็บนกและกรงนกไว้ในที่ร่ม ให้ทำความสะอาดกรง และอื่นๆ ดังนี้

  1. ทำความสะอาดกรงนก โดยเปลี่ยนตัวนกกรงหัวจุกไปไว้กรงอื่นเป็นการสอนนกไม่ให้เลือกกรงและเคยชินต่อการเปลี่ยนกรง จากนั้นก็ให้ทำความสะอาดกรงนกที่เห็นว่าสกปรก ถ้ากรงนกสะอาดดีแล้วก็ไม่ต้องทำความสะอาด

  2. ทำความสะอาดตะขอที่เกี่ยวอาหาร
  3. ทำความสะอาดถ้วยใส่น้ำ
  4. ทำความสะอาดถ้วยใส่อาหารเม็ด
  5. ล้างถาดรองขี้นกใต้กรง
  6. ให้อาหารและน้ำนกเหมือนเดิม
  7. ให้นกอาบน้ำ เมื่อนำนกไปเก็บไว้ในที่ร่ม ก็ให้นำกล่องพลาสติกหรือขันอาบน้ำใส่ไว้ในกรง ใส่น้ำลงไป นกก็จะอาบน้ำเอง ถ้านก ตัวไหนไม่ชอบอาบน้ำ ก็จะใช้ขวดแบบสเปรย์ฉีดน้ำเป็นฝอยให้ทั่วตัวนก จากนั้นนกก็จะเคยชินและอาบน้ำเองได้ เมื่อนกอาบน้ำเสร็จก็จะไซร้ขน เพื่อทำให้ขนสะอาดและแห้งไม่คันตัว แล้วก็เทน้ำที่ขันอาบน้ำนกทิ้งไป แล้วคว่ำขันลง ทิ้งขันอาบน้ำนี้ไว้ในกรง นกเมื่อได้อาบน้ำแล้วจะมีความสุข มีอารมณ์ดีแจ่มใส และร้องเพลงได้ดีเหมือนคนคือถ้าได้อาบน้ำก็จะรู้สึกสบายตัว
  8. ให้นำนกไปแขวนไว้ที่ชายคาบ้าน หรือราว หรือกิ่งไม้ไว้เหมือนเดิม ในช่วงเวลาประมาณ 15.00-16.00 น. ซึ่งจะเป็นแดดอ่อน ๆ ไม่แรงมากนัก ให้นกได้ตากแดดในช่วงเข้าและช่วงเย็น เพราะแสดงแดดมีวิตามินดีทำให้กระดูกของนกแข็งแรง และเพื่อให้นกขนแห้งสนิทเมื่อได้ตากแดดขนก็จะฟูสวยงามเป็นเงาและไม่คันตัว กรงนกก็จะแห้งและไม่ขึ้นรา อายุการใช้งานของกรงก็นานขึ้น
 9. หลังจาก 16.00 น. ในช่วงใกล้ค่ำ ให้เก็บนกเข้าบ้าน ปิดผ้าคลุมกรงนกจะได้หลับพักผ่อน เวลานกนอนจะชอบความสงบ ไม่ชอบให้มีเสียงรบกวน

ลักษณะนกกรงหัวจุกที่ดี




มีวิธีการดูเบื้องต้นดังนี้
1. โครงสร้างส่วนหัวใหญ่ ใบหน้าใหญ่ สันปากบนและล้างใหญ่
2. ฐานจุกแน่น เต็ม ขนจุกสั้นชี้ขึ้นข้างบน ราบปลายแหลมโค้งงอไปข้างหน้าเล็กน้อย จุก แข็ง ไม่ลู่ไปข้างหน้า
3. ดวงตากลมใส ดุ (นัยน์ตาคมเหมือนตาเหยี่ยว)
4. หูแดง มีขนสีแดงขึ้นเป็นกระจุกใหญ่ เต็ม
5. ขนที่คอสีขาว ฟูสวยงาม
6. หมึกดำ หรือสร้อยคอดำหรือสร้อยพระศอ หรือสร้อยสังวาล เป็นแถบดำชัดเจน ทอดยาวตั้งแต่ต้นคอจรดหน้าอก
7. หน้าอกใหญ่ สำตัวยาวเป็นรูปปลีกล้วย ]
8. ขนปีกทั้งสองข้างครบทุกชี่ ขณะยืนร้อง ปลายปีกทั้งสองข้างต้องยาวเลยบัวแดงลงไป
9. มีนิ้วเท้าสองข้างครบถ้วนข้างละ 4 นิ้ว
10. บัวแดงใต้โคนหางด้านในสี่แดงสด นูนใหญ่ ฟูปิดโคนหางสนิท
11. ขนหางเต็มจำนวน 12 ชี่ (ขนดำตลอด 4 ซี่ ขนดำปลายขนขาว 8 ซี่) จะขึ้นคู่ กัน 6 คู่ และต้องซ้อนกันเป็นมันสวยงาม ปลายหางไม่แตก หางสั้นกว่าช่วงลำตัว
12. ขณะยืนร้อง ขาทั้งสองข้างจะต้องเหยียดสุดข้อ ตัวตรง ปลายหางกดเข้าใต้คอนเปล่า เสียงร้องเต็มที่
13. ลักษณะโดยรวม ขนนกต้องเรียบเป็นมัน ไม่มีรอยของการทำร้ายตัวเอง เช่น จิกปีก จิกหาง หรือจิกขา
14. นกที่สมบูรณ์ ขณะยืนร้อง ขนปุยที่หน้าอกจะฟูปิดทับหัวปีกทั้งสองข้างดูสวยงามมาก
15. ต้องมีน้ำเสียงดี อาจจะจัดเป็นเสียงกลางเต็มหรือเสียงใหญ่
16. สำนวนเพลงร้องต้องเข้าลักษณะ เพลงร้องหลัก ๆ ต้องมีตั้งแต่ 5 - 9 พยางค์ ไม่มีเพลงเสีย

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

วิธีแบ่งเพศของนกกรงหัวจุกเบื้องต้น



นกกรงหัวจุกตัวผู้
*  จุกที่หัว - ขนจุกบนหัวใหญ่จุกที่อยู่บนหัวมีโคนจุกใหญ่แล้วเริ่มเล็กเรียวขึ้นไปปลายจุกแหลมและปลายจุกจะชี้ไปทางหัวของนก
* หัว - มีหัวและใบหน้าใหญ่
*  ปาก - มีสีดำเป็นมันและปลายปากงอเล็กน้อย
*  ตา - ดวงตากลมและใส สีดำ
*  ขนแดงใต้ตา - เป็นสีแดงฟูเป็นกระจุกใต้ตา
*  ขนแก้ม - เป็นกระจุกสีขาวฟูใหญ่กว่าขนแดงใต้ตา
*  คอ - ขนาดของคอตัวผู้ใหญ่กว่าตัวเมียทำให้ร้องเสียงดี และร้องได้นานกว่าตัวเมีย จึงสามารถร้องเป็นเพลงได้หลายคำ
*  ขนคอด้านบน - จะเป็นขนสีดำเรียบ
*  ขนคอด้านล่าง - เป็นขนสีขาวสะอาดและขนฟูเป็นปุยเหมือนสำลีนูนออกมา
*  สร้อยคอ - จะมีสีดำเป็นแถบจากคอพาดลงมาที่หน้าอก ที่ปลายสร้อยคอมองดูแล้วจะมีลักษณะออกแหลมแต่ไม่ค่อยเด่นชัดนัก
*  อก - มีอกใหญ่ขนหน้าอกมีมากกว่าตัวเมียโดยใช้ปากเป่าอกดูขนหน้าอก]
*  ขนที่หัวปีก - มีขนที่หัวปีกสีน้ำตาลดำ มีขนหางจำนวน 12 เส้น
*  หาง - ขนหางมีสีน้ำตาลดำ มีขนหางจำนวน 12 เส้น
*  เสียงร้อง - เสียงร้องจะใหญ่และดังกังวานร้องได้ 3-7 พยางค์

นกกรงหัวจุกตัวเมีย
*  จุกที่หัว - ขนบนจุกจะเล็กกว่าตัวผู้จุกที่อยู่บนหัวมีโคนจุกเล็กกว่าตัวแล้ว เริ่มเรียวขึ้นไปปลายจุกแหลมแต่ปลายจุกจะชี้มาทางด้านหลัง
*  หัว - มีหัวและใบหน้าเล็กกว่าตัวผู้
*  ปาก - มีปากสีดำเป็นมันและปลายปากงอเล็กน้อย
*  ตา - ดวงตากลมและใสสีดำ
*  ขนแดงใต้ตา - เป็นขนสีแดงฟูเป็นกระจุกใต้ตา
*  ขนแก้ม - เป็นกระจุกฟูใหญ่กว่าขนแดงใต้ตา
*  คอ - ขนาดของคอเล็กกว่าตัวผู้ทำให้ร้องเสียงไม่ดี ร้องได้ไม่นาน จึงทำให้ร้องไม่เป็นเพลง
*  ขนคอด้านบน - จะเป็นขนสีดำเรียบ
*  ขนคอด้านล่าง - เป็นขนสีขาวสะอาดและขนฟูเป็นปุยเหมือนสำลีนูนออกมา
*  สร้อยคอ - จะมีสีดำเป็นแถบจากคอพาดลงมาที่หน้าอก ที่ปลายสร้อยคอมองดูแล้วจะมีลักษณะไม่แหลม
*  อก - มีอกเล็กกว่าตัวผู้ และขนหน้าอกจะมีน้อยกว่าตัวผู้ โดยใช้ปากเป่าดูขนหน้าอก หนังที่อกของตัวเมียจะเนียนละเอียดเกลี้ยงกว่าตัวผู้
*  ขนที่หัวปีก - ขนที่หัวปีกไม่มีสีแดงทั้ง 2 ข้าง
*  หาง - ขนหางมีสีน้ำตาลดำ มีขนหางจำนวน 9-10 เส้น
*  เสียงร้อง - ขนหางมีสีน้ำตาลดำ มีขนหางจำนวน 9-10 เส้น

ประวัิตินกกรงหัวจุก

นกกรงหัวจุก
          นกกรงหัวจุกที่เราๆ ท่านๆ นำมาแข่งขันประชันเสียงกันนั้น มีตำนานเล่าสืบต่อกันมา และมีหนังสือบางเล่มได้เขียนเอาไว้ว่าชนชาติแรกที่นำนกปรอดหัวจุกมาเลี้ยง คือ ชาวจีน เมื่อประมาณ พ.ศ.2410 คนจีนได้นำนกปรอดหัวจุกมาเลี้ยงแทนนกโรบิ้น ที่คนจีนส่วนใหญ่นิยมนำมาใส่กรงพาเดินตามถนนหรือนั่งร้านกาแฟ หรือไปหาเพื่อนๆ ที่รู้ใจและเลี้ยงนกเหมือนกัน และเจ้านกโรบิน มักจะเป็นนกที่ตกใจง่ายและตื่นคน บางครั้งตำใจมากจนถึงขั้นช็อคตายคากรง ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้ชาวจีนหันมาเลี้ยงนกปรอดหัวจุกหรือนกหัวจุกกันอย่าง แพร่หลาย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 
          นกกรงหัวจุกเป็นที่นิยมของคนภาคใต้มายาวนาน โดยได้รับอิทธิพลมาจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย โดยจะมีการนำนกกรงหัวจุกมาแข่งขันประชันเสียงเพลงซึ่งดูที่ลีลาการร้องของสำนวนเสียงในนกแต่ละตัวว่าใครจะเหนือกว่ากัน แต่ในสมัยก่อนของภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดสตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส กระบี่ นครศรีธรรมราช นิยมนำนกกรงหัวจุกมาชนกันหรือตีกันเหมือนกับการชนไก่ คือเอานกมาเทียบขนาดให้ใกล้เคียงกันแล้วจับใส่กรงกลางที่มีขนาดใหญ่แล้วปล่อยให้นกทั้งสองตัวไล่จิกตีกันภายในกรงจนกว่าจะรู้แพ้รู้ชนะ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่านกปรอดหัวจุก มีนิสัยดุร้ายและชอบไล่จิกและตีกันตามธรรมชาติอยู่แล้ว


ขอบคุณที่มาของภาพ http://www.pixpros.net/forums/showthread.php?t=65593

รู้จักกับนกกรงหัวจุก
        นกกรงหัวจุกมีถิ่นอาศัยอยู่ในแถบประเทศที่มีอากาศร้อนชื้น จะกระจายพันธุ์อยู่ทางตอนใต้ของทวีปเอเซีย โดยพบได้ตั้งแต่ประเทศอินเดีย บังคลาเทศ พม่า ไทย และอิน โดจีน และเนื่องด้วยนกชนิดนี้เป็นนกที่มีสีสวยงามและเสียงไพเราะ จึงมีผู้นำไปเลี้ยงในเคหะสถานบ้านช่อง อีกทั้งยังเป็นนกที่มีการคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 17 ให้เป็นสัตว์ป่าชนิดที่เพาะพันธุ์ได้
        ถิ่นอาศัยของนกชนิดนี้ในประเทศไทยจะพบอาศัยอยู่ตามชายป่า ทุ่งหญ้า พื้นที่เกษตรกรรม และตามแหล่งชุมชน ในชนบท โดยเฉพาะทางภาคเหนือและภาคอีสานตอนบน
        นกปรอดหัวโขนเป็นนกในวงศ์นกปรอด (Pycnonotidac) ซึ่งนกในวงศ์นี้พบอาศัยอยู่ตั้งแต่ละแวกบ้านจนไปถึงบนยอดดอยสูงและตามป่าที่ราบต่ำ มีอยู่ด้วยกัน 36 ชนิด แต่ทั่วโลกมีประมาณ 109 ชนิด โดยนกปรอดหัวโขนจัดอยู่ในสกุล Pycnonotus ซึ่งเป็นสกุลของนกปรอดสวเพราะนกในสกุลนี้หลายชนิดมักพบอาศัยใกล้ชุมชน หรือตามพื้นที่เกษตรกรรมนกปรอดหัวโขนมีชื่อเรียกหลายชื่อ แต่คนไม่ค่อยคุ้นหูนัก โดยจะมีการเรียกชื่อแตกต่างกันไปตามภาค อย่างภาคใต้เรียกว่านกกรงหัวจุก ภาคเหนือเรียกว่นกปริ๊ดเหลวหรือพิชหลิว ส่วนภาคกลางเรียกว่านกปรอทหัวจุกหรือปรอทหัวโขน
ลักษณะทั่วไปของนกกรงหัวจุก
แก้มและคอจนถึงหน้าอกจะมีสีขาวและมีสีแดงเป็นเส้นอยู่ข้างหูลงมาถึงหน้าอกเหมือนเป็นเส้นแบ่งขนสีขาวกับสีดำที่มีอยู่ทั่วทั้งตัวขนส่วนหัวจะร่วมกัน เป็นเหมือนหน่อตั้งอยู่บนหัวสูงขึ้นไปเหมือนหัวโขนใต้ท้องมีขนสีขาว