วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

โรคทั่วไปและการรักษานกกรงหัวจุกเบื้องต้น



โรคไข้หวัด
สาเหตุ เกิดจากในเวลาฝนตกละอองฝนจะถูกนกหรือนกถูกลมเย็นโกรกมากๆ ทำให้เป็นโรคไข้หวัดได้ 
อาการ 
 
- ขนนกจะพองไม่เรียบ
 
- ดวงตาไมม่สดใส นกจะซึมคอตก และหลับตา ตาจะแฉะ
 
- นกไม่กระโดดไปมา ยืนหรือนั่งนิ่งๆ อยู่บนคอนเกาะ ร้องน้อยหรือไม่ร้องเลย
 
- นกจะเบื่ออาหาร กินอาหารไม่ลง จะมีอาการไอหรือจามมีน้ำมูก ตอนแรกน้ำมูกจะใส่ต่อมาจะข้น


การป้องกัน 
- ให้นกกินพริกขี้หนูแดง โดยหั่นผสมกับน้ำผึ้ง
- พยายามให้นกออกกำลังบ้าง โดยการเคาะกรงให้กระโดด เพื่อสร้างความแข็งแรง
- นำนกไปตากแดดอ่อนๆ แล้วเก็บเข้าร่ม เพื่อให้ขนและตัวนกแห้ง
- ใช้ตะไคร้ใส่ถ้วยน้ำให้นกกินน้ำ เพราะตะไคร้เป็นยาแก้ไข้
การรักษา
- ให้ยาแก้ไขนก โดยซื้อจากร้านขายอุปกรณ์นก
- ให้ยาลดไข้เด็กที่เป็นน้ำหยดใส่ปากนก 2-3 หยด
- ให้หอมแดงโดยทับหัวให้แตก ทำให้เกิดกลิ่น เอาผ้าขาวบางห่อหัวหอม นำไปแขวนไว้ในกรง อยู่ระดับเดียวกับคอนเกาะ ให้นกดมกลิ่นหอมแดง จากนั้นก็ใช้ผ้าคลุมกรง นกก็จะสูดเอากลิ่นหอมแดงเข้าไป เมื่อกลิ่นหอมแดงหมดก็เปลี่ยนใหม่ เพราะกลิ่นหอมแดงเป็นยาแก้ไขหวัด
- ใช้ใบตะไคร้ขยี้ให้เกิดกลิ่น แล้วใช้ผ้าขาวบางห่อไปใส่ไว้ในกรงเช่นเดียวกับหอมแดง

โรคปอดบวม
สาเหตุ เกิดเช่นเดียวกับไข้หวัด แต่ถ้าไม่รักษาปอดก็จะบวมหรือเวลานกอาบน้ำแล้วไม่นำนกไปตากแดด นำไปเก็บเลย ทำให้นกขนเปียกไม่แห้งเป็นโรคปอดบวมง่าย
การป้องกัน  ควรนำนกไปตากแดดที่ชายคาที่ราวแขวนนกหรือที่กิ่งไม้ เพื่อให้ขนแห้ง
การรักษา  รักษาเช่นเดียวกับนกที่เป็นหวัด

โรคขี้นก
สาเหตุ  นกกินผลไม้ไม่สุก เพราะที่เปลือกผลไม้ยังมียางอยู่ ทำให้การขับถ่ายลำบากติดก้นนก และขี้นกจะเหนียว โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้า ควรเป็นกล้วยที่สุกแล้ว
การป้องกัน ผลไม้ที่นำมาให้นกกิน ควรเป็นผลไม้สุกแล้ว ครั้งละ 2 ชนิด อย่าให้กินกล้วยเพียงอย่างเดียว เช่น ควรกินกล้วยกับมะละกอ ส้มกับมะเขือเทศ และแตงกวากับลูกตำลึงสุก เป็นต้น
โรคขี้นกขาว
สาเหตุ  เกิดจากนกกระจอกหรือไก่มากินน้ำที่จะให้นกกิน ส่วนนกกระจอกจะไปกินน้ำที่กรงนกหรือขี้ใส่กรงนำ เพราะจะเป็นพาหะนำเชื้อนี้ติดให้กับนำกรงหัวจุก
การป้องกัน
- บริเวณเลี้ยงนกไม่ควรมีนกกระจอกหรือไก่
- ทำความสะอาดถ้วยน้ำ ถ้วยอาหาร และถอดรองขี้นกทุกวันหรือวันเว้นวัน
การรักษา  ใช้ยาปฏิชีวนะ โดยซื้อจากร้ายขายอุปกรณ์นก

โรคหลอดลมอักเสบ
อาการ  นกจะอ้าปาก เพราะนกหายใจลำบาก เสียงหายใจจะดังในลำคอ จะมีเมือก นกจะไอ น้ำมูกไหลซึมอยู่นิ่งๆ เบื่ออาหาร ซึ่งโรคนี้จะมากับอากาศและละออง
การป้องกัน  ทำความสะอาดกรง อย่าให้ชื้นแฉะ
การรักษา  ให้ยาปฏิชีวนะ ซื้อจากร้านขายอุปกรณ์
โรคท้องเสีย
สาเหตุ  กินอาหารสกปรกหรืออาหารค้างคืน 
อาการ  นกจะถ่ายเป็นน้ำค่อนข้างเหลว
การป้องกัน  ควรให้นกกินอาหารที่สะอาดและไม่ค้างคืน
การรักษา 
 
- นำต้นตะไคร้สดมาหั่นเป็นท่อนเล็กๆ แล้วทุบให้ซ้ำ ใส่ในถ้วยน้ำให้นกกิน
- ใช้เปลือกมังคุดตากแห้งมาฝนกับหินให้เป็นผง นำผงมังคุดมาผสมกับน้ำสะอาดที่ทำเป็นน้ำปูนใสที่กินกับหมากผสมให้นกกิน
- ซื้อยาปฏิชีวนะจากร้านขายอุปกรณ์นก

โรคท้องผูก
อาการ  นกจะถ่ายออกมาเป็นก้อนแข็ง การกินอาหารน้อยลง มีอาการซึม
การรักษา  
- ซื้อยาแก้ท้องผูกจากร้ายขายอุปกรณ์นก
- ซื้อดีเกลือจากร้านขายยามาผสมกับน้ำสะอาด กรอกปากนก 1 ช้อนชา ทุก 3 ชั่วโมง
- ใช้น้ำมะนาวกรอกปากนกครั้งละ 1 ช้อนชา ทุก 3 ชั่วโมง จนกว่านกจะมีอาการดีขึ้น และหายจากโรค
โรคตาเจ็บ
อาการ  ตานกจะแฉะ มีขี้ตามากกว่าปกติ
การรักษา
- ใช้เถาตำลึงสดที่มีขนาดนิ้วก้อยตัดให้ยาวท่อนละ 5-6 นิ้ว วิธีเอาเถาตำลึงที่บีบน้ำไปใกล้ตานกทั้งสองข้างให้มากทีสุด แล้วให้น้ำตำลึงตกใส่ตานก
- ซื้อยาหยอดตาจากร้านอุปกรณ์นก

โรคพยาธิ
อาการ  นกถ่ายมูลออกมามีตัวพยาธิ นกจะกินอาหารเก่งแต่ผอม และนกมีอาการเชื่องซึม โดยพยาธิที่สำคัญมีดังนี้
- พยาธิไส้เดือน ตัวกลมคล้ายเส้นเชือก สีขาว ตัวใหญ่กว่าพยาธิเส้นด้าย
- พยาธิเส้นด้าย ตัวกลมเล็กเหมือนเส้นด้าย ที่สำคัญเมื่อนกเป็นพยาธิมักไม่ค่อยร้อง
การป้องกัน  ควรระวังเรื่องน้ำและอาหารต้องสะอาด
การรักษา 
 
- ให้ดีเกลือที่ซื้อจากร้ายขายยามาผสมกับน้ำให้มีรสอ่อนๆ กรอกปากนก 1 ช้อนชา กินวันละ 3 ครั้ง ให้นกถ่ายพยาธิออกมาเว้น 10 วัน ก็ให้กินดีเกลือผสมน้ำอีก กินจนนกถ่ายออกมาไม่มีพยาธิ
- ซื้อยาถ่ายพยาธิจากร้านขายอุปกรณ์นก

โรคนกขาดน้ำ
สาเหตุ  การลืมให้น้ำนกเกินกว่า 1 วัน นกจะมีอาการขนตั้งชัน เพราะนกจะหิวน้ำมาก
การป้องกัน  ควรให้น้ำนกกินทุกวัน
การรักษา
- ถ้านกขาดน้ำ ควรให้น้ำนกกินทีละน้อย อย่าให้นกกินน้ำมากจนจุกเหมือนกับคนที่หิวน้ำ นานๆ พอได้กินน้ำก็กินมาก จนสำลักน้ำ นกก็อาจจะสำลักน้ำตายได้ วิธีการควรเทน้ำลงในถ้วยน้ำ 3-4 หยด ก็พอให้นกค่อยๆ กินน้ำ ถ้านกกินน้ำจนจุกและสำลักน้ำ ใช้ใบชุมเห็ดเทศสด 1 ใบ มาขยี้คลุกเคล้ากับน้ำปูนขาว (ปูนกินหมาก) โดยใช้น้ำปูนใส่ผสมกับใบชุมเห็ดเทศ แล้วกรองน้ำป้อนให้นกกิน 2-3 วัน

โรคร้อนใน
สาเหตุ  เกิดจากนกร้อนในและเป็นแผลในปาก นกจะไม่ร้อง ยืนซึมนานๆ
การป้องกัน  
- ให้แตงกวานกกิน เพราะแตงกวาแก้ร้อนใสน
- กินน้ำสามขาตาแรด ซึ่งมีขายตามร้านขายยา ยาน้ำสามขานี้เป็นของมาเลเซีย ใส่ถ้วยให้นก

การเลี้ยงดูลูกนกกรงหัวจุกระยะต่างๆ




นกกรงหัวจุกเป็นนกที่มีอายุยืน จากการสอบถามผู้ที่เคยเลี้ยงนกกรงหัวจุกตั้งแต่ลูกนก จนมีอายุ 18 ปี นกกรงหัวจุกก็จะตาย แต่ถ้านกกรงหัวจุกที่อยู่ในธรรมชาติ มีอาหารการกินดีไม่ขาดแคลน ก็อาจจะมีอายุได้มากกว่านี้ก็เป็นไปได้ สำหรับการเลี้ยงนกกรงหัวจุกระยะต่างๆ มีดังนี้
การเลี้ยงดูลูกนกเกิดใหม่ 

ลูกนกที่เกิดใหม่ ก็จะมีวิธีการให้อาหารคือ
1.ใช้อาหารลูกไก่ ทำให้ละเอียด ป้อนให้ลูกนกกิน
2.ใช้กล้วยน้ำว้า ทำให้เละป้อนให้ลูกนกกิน
3.ใช้หนอนนก ป้อนให้ลูกนกหิน
การป้อนก็จะป้อนสลับกันไป ถ้าหากลูกนกยังร้องอยู่ในขณะป้อนก็แสดงว่าลูกนกยังไม่อิ่ม ก็ให้ป้อนอาหารจนกว่าลูกนกจะหยุดร้อง หรือดูว่าลูกนกกินอาหารมากพอสมควรแล้วก็หยุดป้อน เพราะถ้าลูกนกกินมากเกินไป ท้องจะแน่นจุดเสียดได้ นอกจากป้อนอาหารแล้ว ต้องป้อนน้ำให้ลูกนกด้วยและหัดให้ลูกนกกินอาหารเองบ้าง จนอายุ 15-20 วัน ขึ้นไปก็สามารถแยกลูกนกไปไว้ในกรงเดี่ยว และให้แขวนใกล้ลูกนกตัวอื่นๆ ด้วย เพื่อไม่ให้ลูกนกตื่นกลัว เพราะจะรู้ว่ามีเพื่อนอยู่ข้างๆ
การเลี้ยงดูลูกนกในกรง
ลูกนกในกรงเริ่มกินอาหารเองได้แล้ว และมีสุขภาพแข็งแรงพออายุได้ประมาณ 40 วัน นกก็จะมีขนขึ้นเต็ม สีขนของนกก็จะเปลี่ยนเป็นสีเทา พอนกอายุได้ 100-120 วันขึ้นไป นกก็จะเริ่มผลัดขน ขนก็จะเปลี่ยนเป็นสีขาวสีน้ำตาล ต่อมาจะมีขนแดงใต้ตาและมีแก้มสีขาว มีแถบดำที่เรียกว่าสร้อยคอ ขนใต้หางจะเปลี่ยนเป็นสีแดงส้ม ระยะนี้ต้องให้อาหารนกกินให้สมบูรณ์


การเลี้ยงนกหนุ่ม
เมื่อนกกรงหัวจุกผลัดขนจนเป็นนกหนุ่มที่สมบูรณ์แล้ว ส่วนต่างๆ ของร่างกายก็จะแข็งแรงเจริญเติบโตและสมบูรณ์ดี เมื่อนกเป็นหนุ่มจนถึงนกที่มีอายุมาก ในปีหนึ่งๆ นกกรงหัวจุกจะมีการผลัดขนปีละ 1 ครั้งขึ้นไป ขณะผลัดขนนกกรงหัวจุกจะคัน บางตัวก็ไซร้ขนออก บางตัวก็จิกขนให้ร่วง เมื่อขนจะร่วงนกกรงหัวจุกจะไม่สวย ควรจะนำนกไปไว้ในกรงผลัดขน ซึ่งความกว้าง ความยาว และความสูงของกรงจะใหญ่กว่ากรงเลี้ยงธรรมดาโดยเฉพาะจะดีที่สุด หรืออาจจะไปปล่อยไว้ในกรงพักนกใหญ่ก็ได้ ในช่วงผลัดขน นกกรงหัวจุกจะไม่ร้อง ถ้ร้องก็ร้องนิดหน่อย จนกว่าจะผลัดขนหมดก็จะเริ่มร้อง ซึ่งนกหนุ่มนี้จะร้องเพลงฟังได้ เมื่อมีอายุประมาณ 1 ปี

การเลี้ยงนกกรงหัวจุกที่อ้วน
ผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุก เมื่อเริ่มเลี้ยงใหม่ๆ ก็จะให้อาหารการกินแก่นกเป็นอย่างดี กลัวนกจะหิว เพราะนกเมื่อได้มาใหม่จะผอม ด้วยเหตุนี้จึงเป็นสาเหตุให้นกอ้วนไป เพราะนกกรงหัวจุกที่อ้วน จะขี้เกียจกระโดดออกกำลังกาย และขี้เกียจร้อง ดังนั้น จึงต้องลดความอ้วนของตัวนกลง โดยการให้อาการให้น้อยลง สิ่งที่ต้องให้น้อยหรือหยุดการให้นกกิน ได้แก่ กล้วยน้ำว้า และอาหารเม็ด และหนอนนก เพราะอาหารพวกนี้จะมีโปรตีนและไขมันสูง ควรงดการให้สักระยะหนึ่งจนกว่านกจะผอมลง ต้องให้อาหารจำพวก มะละกอสุก ลูกตำลึงสุก เพื่อให้นกถ่ายอุจจาระบ่อยๆ และให้นำนกไปตากแดดมากขึ้น เพื่อให้นกได้กระโดดไปมาเป็นการออกกำลังและร้อง จนกว่านกจะผอมเป็นปกติ นกก็จะคล่องแคล่วว่องไว สดใสแข็งแรง และร้องเพลงได้ดี



การผสมพันธุ์ของนกกรงหัวจุก

การผสมพันธุ์  ปกตินกกรงหัวจุกตามธรรมชาติ  จะมีการผสมพันธุ์กันปีละ 6-8 ครั้ง ในแต่ละครั้งจะออกไข่ 2-3 ฟอง มีลูกครั้งละ 2-3 ตัว ในปีหนึ่งๆ นกกรงหัวจุกจะมีลูกประมาณ 12-24 ตัว ซึ่งการผสมพันธุ์นกกรงหัวจุกนี้มี 2 แบบ ด้วยกันคือ

การผสมพันธุ์แบบธรรมชาติ
เมื่อถึงเวลาผสมพันธุ์ในช่วงระยะระหว่างเดือนพฤศจิกายน - มกราคม นกกรงหัวจุกจะร้องเรียกคู่ เมื่อนกกรงหัวจุกได้พบตัวเมีย ก็จะแสดงท่าทางโดยการโน้มตัวไปข้างหน้า ขณะอยู่บนกิ่งไม้ที่เกาะ ทำปีกห้อยลงข้างลำตัว รวมทั้งทำปีกขยับไปมาทั้ง 2 ข้าง ส่วนหางก็จะกระดกไปมา ส่วนหัวก็ส่าย และทำตัวหมุน ปากก็จะร้องเป็นเพลงเกี้ยวกัน เมื่อนกตัวผู้และตัวเมียถูกใจสกัน ก็จะบินออกไปจากฝูงไปอยู่คู่กัน โดยจะทำรังบนต้นไม้พุ่มออกทึบๆ การทำรังจะช่วยกันไปคาบกิ่งไม้ ใบไม้ ใบหญ้าแห้งมาทำรัง แล้วผสมพันธุ์ ตัวเมียจะตกไข่ประมาณ 2-3 ฟอง ใช้เวลาในการฟักประมาณ 10-13 วัน ก็จะฟักออกเป็นลูกนก ในระหว่างที่ลูกนกออกมาพ่อแม่นกก็จะออกไปหาอาหารให้ลูกนกกิน เช่น หนอน ตั๊งแตน ผลไม้ เมื่อลูกนกอายุได้ประมาณ 20 วัน ก็จะเริ่มหัดบิน เมื่อลูกนกบินได้แข็งแรง สามารถกินอาหารได้เอง พ่อแม่นกก็พาลูกนกไปรวมฝูงเดิม เพราะการหากินของนกกรงหัวจุกตามธรรมชาติจะออกหากินแบบเป็นฝูง

วิธีการคัดเลือกพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์
ก่อนจะมีการผสมพันธุ์ ผู้เลี้ยงต้องคัดเลือกพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์แข็งแรงและอายุที่เหมาะสม เพื่อจะได้ลูกที่ดี แม่พันธุ์ที่ดี ช่วงลำตัวต้องยาว หัวไม่เล็กเกินไป ดวงตาสดใส ไม่หม่นหมอง ฐานจุกต้องหนาพอควร สุขภาพร่างกายต้องแข็งแรงปราดเปรียว ส่วนนกที่เป็นพ่อพันธุ์ นอกจากหัวใหญ่ หน้าใหญ่ จุกใหญ่แล้ว ฐานจุกต้องเต็ม ปลายโค้งต้องงอไปข้างหน้าเล็กน้อย ดวงตาต้องกลม สดใส ไม่หม่นหมอง ชวงลำตัวต้องยาวเช่นกัน ควรเป็นตัวที่มีสีสันธรรมชาติที่สุด หางสั้นซ้อนทับกัน นอกจากนี้ พฤติกรรมต้องดี ไม่เกเรหรือมีนิสัยก้าวร้าว เช่น จิกหาง จิกปีก หรือจิกหน้าอกตัวเอง น้ำเสียงต้องดี เพราะมันหมายถึงการมีหลอดเสียงและปอดที่ใหญ่ อีกทั้งสุขภาพร่างกายต้องแข็งแรง ปราวเปรียว ถ้าให้ดีควรเลือกตัวที่มีเลือดนักสู้เต็มร้อย ยิ่งถ้าเป็นนกที่เคยชนะการแข่งขันมาแล้วยิ่งดีมาก
การผสมพันธุ์โดยผู้เลี้ยงจัดเตรียมสถานที่
การผสมพันธุ์นกกรงหัวจุกแบบนี้ ผู้เลี้ยงต้องไปจัดหาสถานที่ให้เหมือนธรรมชาติมากที่สุด ซึ่งผู้เลี้ยงต้องจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์


สำหรับให้นกกรงหัวจุกผสมพันธุ์ ดังนี้
1. หากต้นไม้ชนิดเป็นพุ่มทึบ ขนาดไม่สูงมากนัก โดยมีความสูงประมาณ 2 เมตรขึ้นไป แต่ไม่เกิน 3 เมตร มีใบหนาแน่นเพื่อไม่ให้ศัตรูมองเห็น หรือจะปลูกต้นไม้ พวกต้นไทรที่มีขนาดไม่สูงนัก ต้นทรงบาดาล ต้นแก้ว ต้นพิกุล ต้นหางนกยูงไทย ต้นเฟื้องฟ้า ไว้ที่สวนหลังบ้าน หรือต้นไม้อื่นๆ ที่เป็นธรรมชาติ แต่ต้องเป็นไม้พุ่มที่มีขนาดกลาง ต้นไม่สูง
2. ทำกรงครอบต้นไม้ โดยใช้ไม้ไผ่ ไม้จริง หรือเหล็ก ทำเป็นเสา 4 เสา และคาน กรงที่จะให้นกผสมพันธุ์มีความกว้างประมาณ 1.5 เมตร สูงประมาณไม่เกิน 3 เมตร ยกไปตั้งครอบต้นไม้ที่เตรียมไว้ จากนั้นก็ใช้ตาข่ายที่มีสีฟ้าตาเล็ก หรือใช้ตาข่ายแบบเป็นลวดตาข่ายที่มีขนาดเล็ก ไม่ให้พ่อแม่และลูกนกลอดออกมาได้ คลุมกรงนกไว้ทั้ง 5 ด้าน เป็นด้านข้าง 4 ด้าน ด้านบนกรง 1 ด้าน และทำประตูสำหรับให้ผู้เลี้ยงเข้าออกด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อเข้าไปให้น้ำและอาหารแก่นก
3. การทำรังนก ให้ใช้เปลือกมะพร้าวที่แกะกะลาออกแล้ว ไปผูกไว้ตามกิ่งหลายๆ จุด นำเศษหญ้าแห้ง ฟางข้าวแห้ง ไปวางไว้ที่พื้นกรง เมื่อแม่นกชอบรังไหน แม่นกและพ่อนกก็จะช่วยกันคาบหญ้าแห้ง ฟางข้าว ไปใส่ในเปลือกมะพร้าวที่ทำเป็นรังไว้ให้ เพื่อวางไข่และฟักไข่ต่อไป
4. หลังคากรงนก กรงนกสำหรับให้นกผสมพันธุ์ ควรจะใช้ตับจาก หญ้าคา หญ้าแฝก เป็นหลังคาจะเป็นธรรมชาติ โดยจะปิดหลังคาไว้ครึ่งหนึ่ง อีกครึงหนึ่งเปิดไว้ให้แสดงแดดเข้าได้ เพราะนกกรงหัวจุกต้องการาแสงแดด เมื่อได้แสงแดด ก็จะทำให้นกมีกระดูกแข็งแรง เพราะแสงแดดช่วยเสริมสร้างวิตามินดี
5. ที่แขวนอาหาร ใช้ลวดแข็งทำเป็นตะขอเกี่ยวไว้ข้างกรง แล้วนำมะละกอ กล้วย ลูกตำลึงสุก ส้มเขียวหวาน แตงกวา บวบ ไปเกี่ยวตะขอให้นกกิน และหากกล่องพลาสติกใส่อาหารเม็ด นำไปแขวนไว้ข้างกรงให้นกกินเช่นเดียวกัน
6. หากแก้วหรือที่ใส่น้ำไปวางให้นกกิน
7. หาขันพลาสติก หรืออ่างกระเบื้องดินเผา ใส่น้ำให้นกอาบในเวลาที่นกต้องการอาบน้ำ โดยตั้งไว้ตรงที่มีแดดส่องถึงพื้นล่างกรง
8. การผสมพันธุ์ จากการสอบถามคุณประนอม สังข์นุ่น ผู้เพาะพันธุ์นกกรงหัวจุก ได้กล่าวว่า การที่จะทำให้นกมีการผสมพันธุ์ โดยใช้วิธีเลียนแบบธรรมชาติ 2 วิธี ดังนี้
8.1 นำแม่นกกรงหัวจุกที่มีลักษณะดีใส่ไว้ในกรงผสมพันธุ์ประมาณ 2-3 วัน เพื่อแม่นกจะได้เตรียมตัวทำความคุ้นเคยกับกรงนก จากนั้นก็ให้นำตัวผู้ที่มีลักษณะดีใส่กรงนก ไปแขวนไว้ข้างกรงนกผสมพันธุ์ที่ด้านนอกกรง ด้านละ 1 ตัว รวม 4 ตัว เพื่อให้ตัวเมียได้เลือกคู่เอง ปล่อยตัวผู้ไว้ที่ข้างกรงประมาณ 2-3 วัน ให้ผู้เลี้ยงสังเกตดูตัวเมียว่าชอบตัวผู้ตัวไหน กล่าวคือ ถ้าตัวเมียไปเกาะข้างกรงที่มีตัวผู้ไม่ค่อยไปไหน แสดงว่าตัวเมียสนใจและเลือกตัวผู้ตัวนั้น จากนั้นก็ให้นำตัวผู้ที่ตัวเมียชอบเพียง 1 ตัว ใส่เข้าไปในกรงผสมพันธุ์ ผสมพันธุ์ตามธรรมชาติต่อไป
8.2 นำนกตัวพ่อพันธุ์ที่มีลักษณะดีใส่ไว้ในกรงผสมพันธุ์ 1 ตัว จากนั้นก็นำตัวแม่ที่มีลักษณะดีเช่นกันใส่ในกรง 3-4 ตัว ให้ผู้เลี้ยงสังเกตดูว่าตัวเมียตัวไหนชอบตัวผู้ ก็ให้นำตัวเมียตัวอื่นออกจากกรงเหลือเพียง 1 ตัว ให้ตัวเมียและตัวผู้ผสมพันธุ์กันตามธรรมชาติต่อไป ข้อควรระวัง นกตัวเมียอาจจะจิกตีกัน ควรเป็นตัวเมียที่เลี้ยงหรือเคยอยู่ด้วยกันมาก่อน เพราะถ้าเอาตัวเมียจากที่อื่นมาใส่ในกรงตัวผู้จะต้องจิกตีกันอย่างแน่นอน

การฟักไข่
รังของนกกรงหัวจุกควรเป็นรังไม่ใหญ่นัก อาจจะใช้เปลือกมะพร้าวหรือรังสำเร็จรูปสำหรับให้แม่ไก่ฟักก็ได้ ซึ่งมีลักษณะขาตั้งเป็นลำไม้ไผ่ ตรงปลายผ่าเป็นซี่ๆ และเอาตอกมาสานสลับไปมา ซึ่งที่ฟักไข่แบบนี้ทางร้านขายอุปกรณ์สัตว์มีขาย เป็นทีนิยมทางภาคใต้ เมื่อผสมพันธุ์แล้ว นกจะไข่ออกมาครั้งละ 2-3 ฟอง ลักษณะไข่ของนกกรงหัวจุกมีเปลือกไข่ลายเหมือนไข่นกกระทา เป็นจุดสีดำและสีน้ำตาลสลับกันไป ความยาวของไข่ประมาณ 1 นิ้ว ความกว้างของไข่ประมาณ 0.5 นิ้ว หัวท้ายของไข่จะมน แม่นกกรงหัวจุกเมื่อออกไข่แล้ว ก็ใช้เวลาในการฟักไข่ประมาณ 12-13 วัน ไข่ก็จะฟักออกมาเป็นลูกนก ตามธรรมชาติพ่อแม่นกต้องหาอาหารให้ลูกนกกิน ดังนั้น ผู้เลี้ยงต้องเตรียมอาหารให้ลูกนก ได้แก่ หนอนนก ตั๊กแตน หนอนมดแดง เพื่อให้พ่อแม่นก ควบไปป้อนให้ลูกนกกินให้เพียงพอ ลูกนกเมื่อมีอายุประมาณ 20 วัน ขนก็จะเริ่มเปลี่ยนและขึ้นเต็มตัว พ่อแม่นกจะสอนให้ลูกนกหัดบิน หัดกินอาหาร ผู้เลี้ยงก็จะแยกลูกนกออกมาเลี้ยง ส่วนพ่อแม่นกก็จะแยกกรงเลี้ยงต่อไป และเมื่อลูกนกมีอายุได้ 30-60 วัน ขนใต้ตายังไม่เปลี่ยนสี และร้องยังไม่เป็นก็สามารถนำไปเลี้ยงต่อไป

ข้อควรระวังในระหว่างที่นกฟักไข่
1. นกกรงหัวจุกชอบความเงียบสงบ ไม่ให้มีสิ่งใดมารบกวน
2. อย่าทำให้นกตกใจ เช่น คน สุนัข แมว ไก่ เหยี่ยว เข้าไปทำให้นกตกใจ เพราะนกอาจจะไม่ฟักหรือเขี่ยไข่ทิ้ง หรือลูกนกตกใจตกจากรังตาย
วิธีอนุบาลลูกนก
หลังจากผสมพันธุ์ แม่นกจะวางไข่ โดยจะวางครั้งละ 2-3 ฟอง ทั้งพ่อแม่และแม่พันธุ์จะช่วยกันกกไข่ โดยกกประมาณ 15 วัน ไข่จะฟักออกเป็นตัว จากนั้นประมาณ 15-20 วัน ลูกนกจะเริ่มหัดบิน โดยมีพ่อแม่คอยดูแล จนกว่าจะสามารถใช้ชีวิตในธรรมชาติได้โดยลำพัง
ช่วงเลี้ยงลูกอ่อน ถ้าดูแลดี อัตราการตายของลูกนกจะน้อยมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อลูกนกอายุ 15-20 วัน ควรแยกลูกนกออกจากกรงผสมไปเลี้ยงต่างหาก เพื่อให้พ่อแม่นกมีเวลาพักผ่อน พักฟื้นร่างกาย เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงพร้อมที่จะผสมพันธุ์ครั้งต่อไป ลูกนกที่แยกออกไปเลี้ยง ในระยะแรกอาจให้ลูกครอกเดียวกันอยู่รวมกันไปก่อน การให้อาหาร ควรใช้ไม้แบบช้อนตักไอศกรีมบี้อาหารให้ละเอียด แล้วตักป้อนให้ลูกนกกินจนอิ่ม ซึ่งเวลาอิ่มลูกนกจะนิ่งเงียบไม่ร้องกวนใจ อาหารที่ให้ในช่วงนี้จะเป็นอาหารที่ใช้เลี้ยงลูกไก่ โดยนำมาผสมกับน้ำป้อนให้ลูกนกกิน นอกจากนี้ ควรให้กล้วยน้ำว้ากับมะละกอสลับกัน เพื่อให้ลูกนกคุ้นเคยกับอาหารธรรมชาติ หลังจากป้อนลูกนกด้วยไม้ประมาณ 5-10 วัน ผู้เลี้ยงควรหัดให้ลูกนกกินอาหารเอง โดยเอาอาหารใส่ไว้ในภาชนะ แล้วลูกนกจะค่อยๆมากินเอง เมื่อลูกนกอายุได้ 50 วัน ควรแยกลูกนกไปเลี้ยงเดี่ยว ควรแขวนกรงไว้ใกล้ๆกัน ลูกนกจะได้ไม่รู้สึกขาดความอบอุ่น และไม่ตื่นตกใจกลัวจนเกินไป แม้ลูกนกจะกินอาหารเองเป็นแล้ว ก็ควรป้อนหนอนนกแก่ลูกนกเป็นประจำ เพื่อสร้างความคุ้นเคยระหว่างนกกับคนเลี้ยง หลังจากนั้นจะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของลูกนกอยู่เรื่อยๆ เริ่มจากขนหน้าอกและบริเวณใบหน้าจะมีลายสีเทาจางๆ ขึ้นทั่วไป แต่หมึกยังเป็นสีเทาอ่อน แก้มยังไม่แดง ตลอดจนบัวใต้หางก็ยังมีสีเทาจางๆอยู่ เมื่ออายุได้ 90-120 วัน ลูกนกจะเริ่มเป็นวัยรุ่น มีการผลัดขนออกทั้งตัวเป็นครั้งแรก พอขนชุดนี้ขึ้นมาสีขนจะเปลี่ยนไป ขนหน้าอกและท้องจะขาวขึ้น สีขนทั่วไปจะเข้มขึ้นอย่างเห็นชัดเจน ขณะเดียวกันขนหูจะเป็นสีแดง บัวใต้หางจะเปลี่ยนเป็นสีแดง หรือแม้กระทั่งหมึกก็เป็นแถบสีดำ กลายเป็นนกวัยรุ่นเต็มตัว

การเลี้ยงนกวัยรุ่น
นกวัยรุ่นควรแขวนเลี้ยงไว้ตามชายคาบ้านหรือกิ่บไม้ที่แข็งแรง นกระยะนี้ เมื่อยามเช้าตรู่อากาศสดชื่น นกจะสดชื่นร่าเริง และจะเริ่มส่งเสียงร้องตลอดเวลา พร้อมทั้งออกลีลาท่าทางอย่างงดงาม ช่วงนี้ให้เลี้ยงด้วยมะละกอสุก 1 ชิ้นพออิ่ม หรือกล้วยสุกครึ่งลูก แตงกวา 1 ซีฝาน เวลาผู้เลี้ยงไม่อยู่บ้านควรเก็บนกไว้ในบ้าน เพื่อความปลอดภัยจากศัตรูต่างๆ รวมทั้งขโมย ควรเป็นที่ที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก แสงแดดส่องถึง หากผู้เลี้ยงมีเวลาพอให้เตรียมสนามซ้อมหรือราวเอาไว้แขวนกรงนก เพื่อให้นกได้ตากแดด เสริมวิตามินดีจากธรรมชาติ และสร้างความสดชื่นให้กันนกอีกทางหนึ่ง

การตากแดด
นกใหม่หรือนกวัยรุ่นที่ยังไม่พร้อมจะแข่งขัน จะไม่คึกคักหรือตื่นตัวเท่าที่ควร ฉะนั้นควรให้ตากแดดปกติธรรมดา โดยไม่ต้องหักโหมให้ตากแดดมากเกินไป เพราะโดยธรรมชาติ เมื่อนกเจอแดดร้อนจะเข้าไปแอบในร่มไม้เพื่อพักผ่อน สำหรับนกวัยรุ่นจะนำออกตากแดดตั้งแต่เช้าตรู่ จนถึงเก้าโมงเช้าก็เพียงพอ จากนั้นก็นำเข้าร่ม แยกนกให้ห่างกัน เพื่อกันไม่ให้นกตื่นกลัวกันเองจนนกไม่ร้อง
การตากแดดนกที่พร้อมจะแข่งขัน
นกกลุ่มนี้จะถูกนำออกตากแดดนาน เพื่อสร้างความแข็งแรงและอดทนต่อแสงแดดเวลานำออกแข่งขัน ส่วนใหญ่จะนำออกตากแดดจากเก้าโมงเช้าจนถึงบ่ายโมง โดยจะตากแดดตลอดไม่มีการยกเข้าไปพักในร่ม เพื่อให้นกกระโดดและร้องไปเรื่อยๆ การแขวนจะต้องแขวนให้ห่างกันพอสมควร อย่าให้อยู่ชิดติดกันเหมือนตอนแข่งหรือซ้อม เพราะนกจะต่อสู้กันทุกวัน จนเกิดอาการชินชา เวลาแข่งจริงอาจไม่มีเสียงร้อง เมื่อตากแดดพอแล้ว ก็นำเข้าร่มในที่อากาศถ่ายเทได้สะดวกโปร่งโล่ง เพื่อให้นกได้พักผ่อน ผ่อนคลายอิริยาบถจนถึงประมาณสี่โมงเย็น จึงนำออกไปแขวนข้างนอก เพื่อความสะอาดกรง และภาชนะบรรจุอาการให้สะอาด และควรล้างซี่กรงด้านล่างหรือท้องกรงด้วยการฉีดน้ำให้ทั่ว แล้วใช้แปรงสีฟันหรือฟองน้ำขัดทำความสะอาด พร้อมกับล้างถาดรองขี้นกจนสะอาด จากนั้นก็หงายขันน้ำเติมน้ำให้เต็ม แล้วนำกรงแขวนในร่มเพื่อให้นกลงอาบน้ำ ถ้าตัวไหนไม่ยอมอาบน้ำให้ใช้กระบอกฉีดน้ำปรับให้เป็นฝอยๆ ฉีดให้ทั่วตัวบ่อยๆ เพื่อกระตุ้นให้นกลงอาบน้ำเอง หลังจากอาบน้ำเสร็จ นกจะแต่งตัวด้วยการใช้ปากไซร้ขนทั่วตัว เพื่อทำความสะอาดและเช็ดขนให้แห้ง จากนั้นก็คว่ำขันน้ำ แล้วยกกรงนกไปตากแดดอ่อนๆ เพื่อทำให้ขนนกแห้ง สร้างความสวยงามให้กับนก เพราะขนจะฟูสวยงาม ไม่ขันในขณะทำการแข่งขัน ทำให้กรงนกแห้งเป็นการยืดอายุการใช้งานของกรงนกออกไปอีก หากกรงไม่แห้งไม้จะพอง จุดเชื่อมข้อต่อจะหลวมและหลุดออก อาจทำให้ซี่กรงขึ้นราได้

อุปกรณ์ที่ใช้ในการเลี้ยงนกกรงหัวจุก

การเลี้ยงนกกรงหัวจุก ต้องมีวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ประกอบการเลี้ยง เพื่อให้นกกรงหัวจุกได้รับอาหาร น้ำ และความสะดวกสบายเมื่ออยู่ในกรง ซึ่งก็ประกอบด้วย
"กรงของนกกรงหัวจุก" ซึ่งก็มีกรงรวมซึ่งเป็นกรงขนาดใหญ่ สำหรับพักนกที่จับมาขาย หรือเป็นกรงสำหรับให้นกบินออกกำลังกาย กรงเลี้ยงแบบธรรมดา กรงให้นกผลัดขน และกรงที่นำนำไปแข่ง




"ถ้วยใส่น้ำ" มีรูปทรงกลมแป้น แบบตุ่มน้ำขนาดเล็ก มีทั้งแบบธรรมดา แบบลวดลายเบญจรงค์ แบบถ้วยหินอ่อน แบบแก้วใสๆ

"ถ้วยใส่อาหาร" ก็มีลักษณะเช่นเดียวกับถ้วยใส่
น้ำ
"ที่รองถ้วยน้ำถ้วยอาหาร" มีหลายแบบ ได้แก่ แบบเป็นลวดทำเป็นวงกลม แบบที่เป็นแป้นไม้กลึง แบบที่ขาตั้งที่เป็นไม้กลึงหรือแบบพลาสติก

"ห่วงกลม" เป็นไม้กลึงให้เป็นรูปวงกลม น้ำไปติดที่ซี่ลูกกรงสำหรับให้นกกระโดดเกาะ โดยให้อยู่เหนือถ้วยน้ำและถ้วยอาหาร

"ตะขอแขวนผักผลไม้" มีลักษณะเหมือนตะขอแขวนเสื้อผ้า ตัวตะขอจะติดกับแป้น โดยตัวแป้นเป็นไม้ ตัวตะขอเป็นลวดแข็งหรือเหล็ก ตัวตะขออาจจะมี 1-2 ตะขอ แต่ส่วนใหญ่จะทำตะขอแขวนผักผลไม้มาเสียบไว้ สำหรับตะขอแขวนผักและผลไม้นี้จะนำไปติดในกรงนก 2 อันต่อ 1 กรง โดยให้ติดด้านตรงข้ามกัน ตะขออันหนึ่งจะแขวนกล้วย ตะขออีกอันหนึ่งแขวนมะละกอ เป็นต้น

"คอนเกาะ" สำหรับให้นกกระโดดไปเกาะคอนแล้วส่งเสียงร้อง ซึ่งจะเป็นไม้รูปร่างกลมแล้วแกะสลักเป็นลาย เพื่อให้นกเกาะแล้วไม่ลื่น มีขนาดกลมเท่าๆ นิ้วก้อย ถ้าเป็นกรงนกที่มีราคาแพงก็จะใช้งาช้าง หรือบางทีก็ใช้กิ่งไม้ รากไม้ที่มีลักษณะงอไปมา ทำเป็นคอนเกาะก็ได้ ดูแล้วสวยงามดี ซึ่งก็แบ่งคอนเกาะได้ ดังนี้
1.คอนเกาะล่าง เป็นคอนที่มีขนาดยาว ตัวคอนเกาะล่างนี้จะตั้งอยู่ตรงกลางกรง โดยมีแกนไม้ยกตัวคอนขึ้นมา ตัวแกนไม้นี้จะติดกับไม้ด้านล่างที่เป็นโครงของกรง ถ้าเป็นกิ่งไม้หรือรากไม้ ก็จะนำไปติดกับไม้พื้นด้านล่างของกรงเลยและไม่ต้องทำคอนเกาะบน
2.ตัวคอนเกาะบน จะมีขนาดสั้นกว่าคอนเกาะล่าง เป็นไม้กลมขนาดเท่านิ้วก้อย แกะสลักเป็นลวดลาย โดยจะนำไปติดข้างกรงขวางกับตัวคอนเกาะล่าง ให้สูงระดับเดียวกับห่วงกลม
"ผ้าคลุมกรงนก" ผ้าที่ใช้คลุมกรงนกหัวจุกจะนิยมใช้ผ้าแพร ผ้าที่เป็นลูกไม้ ผ้าจีน ผ้ายืด และผ้าอื่นๆ จะมีการออกแบบที่สวยงาม มีหลากหลายสีสัน ชายล่างผ้าคลุมกรงอาจจะทำเป็นลูกไม้ ผ้าคลุมกรงนกนี้แล้วแต่ผู้เลี้ยงจะชอบสีไหนแบบไหน การคลุมกรงนก เพื่อไม่ให้นกตกใจต่อสิ่งรอบข้างที่แปลกใหม่ กับสิ่งที่นกมองเห็นเวลานกไปซ้อมกับนกอื่น หรือเวลานำนกไปแข่งขัน ป้องกันไม่ให้ลมโกรกถูกตัวนก เพราะอาจจะทำให้นกป่วยได้ ในตอนกลางคืน ก็คลุมกรงให้นกนอน และคลุมเพื่อป้องกันกันไม่ให้ศัตรูมาทำร้ายได้

"ถาดรองขี้นก" จะใช้เป็นแผ่นพลาสติก โดยตัดให้เป็นรูปทรงเดียวกับพื้นกรงทางด้านล่าง แต่เล็กกว่าเล็กน้อย วางไว้ใต้กรงนก โดยมีลวดรองแผ่นพลาสติก เพื่อกันไม่ให้ถาดรองขี้นกตกลงมา
"หัวกรง" จะทำด้วยแก่นไม้ หรืองาช้างนำไปกลึงให้สวยงาม ถ้าเป็นหัวกรงที่เป็นพลาสติก ก็จะเป็นแบบสำเร็จรูป โดยทางโรงงานจะหล่อหัวกรงแล้วมาตกแต่งและขัดเงา ซึ่งจะมีขายตามร้านขายกรงนกและอุปกรณ์นกทั่วไป สำหรับกรงที่มีราคาแพง ก็จะใช้หัวกรงเป็นงาช้าง

"ตะขอแขวนกรง" ใช้โลหะเป็นเหล็ก หรือทองเหลือง ทำตะขอแขวนกรง มีทั้งการทำด้วยมือของช่างทำร้านทอง และแบบสำเร็จรูป โดยถ้าเป็นเหล็กก็จะไปชุบสแตนเลส หรือชุบเงินชุบทองวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะทำเป็นรูปมังกร ไก่ฟ้าพญาหงส์ หรือสิงห์ หรือเป็นตัวไอ้เท่งได้ทองของมโนราห์ หรือจะเป็นแบบธรรมดา มีทั้งลวดลาย และไม่มีลาดลายอะไร จากนั้นก็จะนำไปยึดกับหัวกรง  ถ้าเป็นแบบสำเร็จรูปก็จะมีขายตามร้านขายกรงและอุปกรณ์นกทั่วไป แต่ถ้าเป็นตะขอแขวนกรงที่ทำด้วยมือจะมีลวดลายละเอียดอ่อนสวยงาม และมีราคมแพง จากการไปพบช่างทำกรงนกที่จังหวัดปัตตานี ยังมีตะขอแขวนกรงนกที่ทำด้วยมือนี้ มีอายุถึง 30-50 ปี มีลวดลายสวยงามมาก และมีราคาแพง

"ตุ้มขากรง" ตุ้มที่ติดที่ขากรง ส่วนใหญ่จะใช้กับกรงที่นำเข้าประกวดแข่งขัน ซึ่งจะเป็นตุ้มที่ใช้ไม้กลึง เป็นตุ้มพลาสติก ตุ้มเป็นเหล็กชุบสแตนเลส มีขายตามร้านขายกรงนกและอุปกรณ์นกทั่วไป ถ้ากรงราคาแพงจะเป็นหินอ่อนหรืองาช้างกลึง สำหรับตุ้มขากรงนกกรงหัวจุกแบบธรรมดาก็จะใช้เสากรงเป็นขากรงนกอยู่ในตัว

"ขันสำหรับให้นกอาบน้ำในกรง" ให้ใช้เป็นขันอลูมิเนียมหรือขันพลาสติกก็ได้ มีขนาดไม่ใหญ่นักใส่เข้าไปใสกรงนก เพื่อให้นกอาบน้ำในเวลาบ่ายๆ

ประเภทของนกที่จะนำมาเลี้ยง

เราสามารถเลือกนกที่จะนำมาเลี้ยงได้หลายแบบหลายขนาด เช่น เลี้ยงลูกนกเกิดใหม่ นกหูดำ นกหนุ่ม นกป่า หรือจะซื้อหานกที่ฝึกมาแล้ว



ลูกนกหูดำ
         ปกติลูกนกที่มีอายุ 1-2 เดือน ขนที่หูหรือแก้มจะยังไม่เปลี่ยนเป็นสีแดง และยังร้องไม่เป็น จึงเรียกว่า ลูกนกหูดำ หรือลูกนกลูกใบ้ จะเป็นลูกนกที่ผู้นิยมเลี้ยงนำไปเลี้ยงในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงก่อนต้นฤดูฝน ในระยะหลัง ลูกนกลูกใบ้หรือนกหูดำจะมีราคาค่อนข้างสูง เมื่อได้ลูกนกไปแล้วก็นำลูกนกไปฝึกหัดเอง
ข้อดี
1. ลูกนกที่นำมาเลี้ยงจะเข้ากับคนได้เป็นอย่างดี ไม่ตื่นกลัวเมื่อพบคนแปลกหน้า เป็นนกที่ค่อนข้างเชื่อง
2. ถ้าหากมีนกต้นแบบที่ร้องดีคอยฝึกหัดให้ลูกนกได้จดจำเพลงร้อง จนลูกนกสามารถเลียนแบบได้ ก็จะได้นกที่มีน้ำเสียงดี
3. นกจะมีขนสวยงาม เนื่องจากเราฝึกให้เขาอาบน้ำเป็นตั้งแต่เล็กๆ 
4. ใช้เวลาเลี้ยงราว 1 ปี ก็จะได้นกหนุ่มที่สวยงาม และสามารถร้องให้ฟังได้แล้ว
ข้อเสีย
1. ลูกนกจะมีนิสัยขี้อ้อน แม้เมื่อโตขึ้นและพร้อมที่จะเข้าสนามซ้อม เพื่อแข่งขันก็มักแสดงอาการแบบลูกนกออกมาให้เห็นเสมอๆ โดยกระพือปีกเบาๆ และแลบลิ้นเพื่อขออาหาร
2. เมื่อโตขึ้นจะแสดงอาการคึกมากกว่าปกติ และมักแสดงนิสัยที่ไม่ดีออกมาให้เห็น เช่น จิกหาง จิกหา และจิกปีตัวเอง ทำให้ขนนกไม่สวยงาม
3. ถ้าเลี้ยงลูกนกหูดำโดยไม่มีนกต้นแบบหรือนกฝึกหัดที่ดี ลูกนกตัวนั้นก็จะร้องได้ไม่น่าฟัง แม้ปัจจุบันจะมีการขายเทปเสียงร้องของนกกรงหัวจุก แต่ผลที่ได้ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะเทปเพลงมักจะอัดจากสนามซ้อมหรือสนามแข่งขัน ซึ่งจะมีเพลงร้องทั้งที่ดีและไม่ดีปะปนกัน
4. มีความเสี่ยงในเรื่องรูปร่างหน้าตาของนก เนื่องจากขณะที่ยังเป็นลูกนก ลักษณะต่างๆ ที่ปรากฏยังไม่เต็มที่ เมื่อนกโตขึ้นจะผลัดขนไปทุกปี จนกระทั่งเป็นหนุ่ม เราจึงจะเห็นสภาพที่แท้จริงว่าสวยงามแค่ไหน บางตัวพอโตขึ้นหัวจุกตรงหรือโค้งไปข้างหลัง สร้อยหรือหมึกดำมีน้อยหางยาว ไม่สวยงาม และไม่เข้ารูปมมาตรฐาน

เลี้ยงนกป่า
          วิธีนี้ชาวบ้านจะใช้เครื่องมือหลายอย่างในการดักจับนก เช่น 
1. ใช้กรงหรือเพนียดต่อนก โดยใช้นกตัวผู้ที่ร้องมาก เรียกนกเก่ง กล่าวคือจะร้องสำนวนสั้นๆ เพื่อเชื้อเชิญให้นกป่าเข้ามาต่อสู้กัน ใส่ไว้ในกรง เมื่อนกป่าได้ยินเสียงร้องก็จะบินโฉบไปใกล้กรงต่อและร้องต่อสู้กัน โดยจะกระพือปีก กระโดดไปมา มีอาการร้องขู่ จนกระทั่งนกป่าเข้าโจมตีโดยการจิกนกในกรงต่อ ซึ่งก็จะถูกตาข่ายดีดลงมาทับตัวเอาไว้
ข้อดี
1. นกป่าที่ต่อมาได้จะเป็นนกหนุ่มที่ร้องเพลงเป็นแล้ว และสามารถดูออกว่ารูปร่างสวยงามหรือถูกต้องตามลักษณะแค่ไหน เพราะร้องและน้ำเสียงเป็นอย่างไร เพราะขณะที่นกลงมาต่อสู้กัน นกจะร้องปะทะคารมกันก่อน เมื่อจับมาแล้วก็นำไปเลี้ยงให้เชื่องได้เลย
2. นกที่โตในป่าจะมีจิตใจที่สู้เต็มร้อย จึงกล้าลงต่อสู้กับนกในกรงต่อได้ เนื่องจากนกที่โตในป่ามักจะแสดงตัวเป็นเจ้าของพื้นที่ ดังนั้น เมื่อนกตัวอื่นพลัดหลงเข้าไปก็จะโดนไล่จิกตี จึงมีความลำพองว่าตัวเองเก่ง เมื่อเรานำมาเลี้ยงไว้จนเชื่อง จึงมีสัญชาตญาณใจสู้เหมือนเดิม และสามารถลงแข่งขันได้
ข้อเสีย
1. นกที่ได้มาจากป่าจะมีสัญชาตญาณการอยู่ในป่า หากินในที่กว้าง เมื่อเราจับมาเลี้ยงในที่จำกัด นกจะตื่นกลัวและพยายามบินหนีตลอดเวลา อาจทำให้
1.1 เวลาที่คนเข้าไปใกล้ๆ นกจะบินชนซี่กรง ทำให้จมูกเลือดออกหายยาก เพราะนกจะบินชนตลอดเวลา
1.2 นกบางตัวเมื่ออยู่ในที่แคบๆ จะตกใจกลัว และพยายามหนีสุดชีวิต จนเป็นเหตุให้บิดคอหรือตีลังกาจนติดเป็นนิสัย ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะที่ไม่ดี ไม่นิยมกัน
1.3 ถ้าคิดจะเลี้ยงนกประเภทนี้ไว้แข่ง และเจ้าของไม่ได้เอาใจใส่ดูแลอย่างดีและสม่ำเสมอ อาจต้องใช้เวลา 2-3 ปี หรือมากกว่า ทำให้เสียเวลามาก ปัจจุบันนกประเภทนี้หาซื้อได้ยาก เพราะในธรรมชาติเหลืออยู่น้อยมาก
2. ใช้ตาข่ายหรือลอบจับนกป่าเป็นฝูง

วิธีการนี้เป็นการจับนกป่าที่ทำให้ปริมาณนกลดลงไปอย่างรวดเร็ว และเป็นวิธีที่ห้ามและมีการจับกุมคนจับ จึงไม่สนับสนุนให้ทำ

เลี้ยงนกที่ผ่านการเลี้ยงมาแล้ว
          เป็นวิธีที่ค่อนข้างได้ผลดี เนื่องจากผู้เลี้ยงสามารถเลือกนกได้ตามใจชอบและตามหลักการที่กำหนด เพราะนกเหล่านี้จะสู้และแสดงพฤติกรรมออกมาให้เห็นเต็มที่ ทำให้รู้ว่ามีใจสู้แค่ไหน สำนวนดีหรือไม่ น้ำเสียงเป็นอย่างไร รูปร่างหน้าตาได้มาตรฐานแค่ไหน แล้วยังเห็นลีลาที่ดีและข้อเสียที่นกแสดงออกมา เช่น กระโดดไปร้องไป วิ่งเกาะถ้วย หรือบิดคอ เราก็สามารถตัดสินใจได้เลย วิธีนี้เรามักจะนำนกที่สู้แล้วไปเทียบเคียง คือเอาไปแขวนให้กรงห่างกันประมาณ 1 เมตร นกก็จะต่อสู้และร้องประชันกัน
ข้อดี
1. สามารถคัดเลือกได้เต็มที่ เพราะเราสามารถเห็นลักษณะการแสดงออกของนกได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์
2. ได้นกที่คุ้นเคยกับคน ไม่ตกใจบง่าย ใช้เวลาเลี้ยงและฟิตไม่นานก็เข้าสนามแข่งได้เลย
ข้อเสีย คือราคาค่อนข้างแพง เนื่องจากผู้ขายเลี้ยงมาจนเชื่องแล้ว


ลักษณะและพฤติกรรมที่ไม่ควรเลี้ยง                                     "การกระโดด" ปกตินกกรงหัวจุกจะมีลีลาการกระโดดด้วยท่วงท่าทีสง่างาม กระโดดเกาะคอนบ้าง ที่ห่วงกลมบ้าง ที่ซี่กรงบ้าง กระโดดไปกินน้ำ กินอาหาร เมื่อกระโดดมาจับที่คอนแล้วจะร้องเป็นเสียงเพลงแทบทุกครั้ง
"การหมุนคอหรือบิดคอ"  นกกรงหัวจุกที่ดี เมื่อกระโดดไปมาตามที่ต่างๆ จะมีคอตั้งตามปกติ อาจจะหมุนคอไปดูสิ่งอื่นหรือได้ยินเสียงเรียกของผู้เลี้ยง
"นกชอบตีลังกา" นกกรงหัวจุกที่ดีจะมีการกระโดดไปมาตามปกติ
"หาง" มีหางยาวเหมาะสมกับลำตัว ขนหางซ้อนกันเป็นระเบียบและสวยงาม
"หัว" มีหัวใหญ่และหน้าใหญ่สมส่วนกับตัวนก
"ช่วงลำตัว" ควรมีลำตัวมีลักษณะรูปทรงเหมือนปลีกล้วย ขณะที่ปลีกล้วยยังเล็กอยู่
"น้ำเสียง" น้ำเสียงดีร้องได้เป็นเพลง ไม่มีเพลงเสีย
"ดวงตา" ต้องนูนและดูแจ่มใส
"จุก" จุกที่หัวต้องมีโคนจุกใหญ่และมีขนขึ้นเต็ม
"ขนอก" ขนที่หน้าอกต้องฟูเป็นปุยเหมือนสำลีในเวลานกกรงหัวจุกร้อง
"นกชอบจิกตัวเอง" นกกรงหัวจุกที่ดี ไม่ชอบจิกตัวเอง 
ผู้ที่เลี้ยงนกกรงหัวจุก หรือซื้อมาเลี้ยงไว้แล้ว จะต้องคอยสังเกตุดูว่านกกรงหัวจุกของผู้เลี้ยงมีลักษณะและพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้นนี้หรือไม่ เมื่อดูแล้วเห็นว่า มีลักษณะและพฤติกรรมที่ไม่ดี ก็ควรปล่อยให้ไปอยู่ตามธรรมชาติ

จุดประสงค์ของการเลี้ยงนกกรงหัวจุก

หลายเหตุผลของคนเลี้ยงนก 

1. ทำให้ผู้เลี้ยงมีใจรักสัตว์และรักธรรมชาติ
2. นกกรงหัวจุก ดูแล้วสวยงาม มีลักษณะท่าทาง ลีลา น้ำเสียง ทำให้ฟังแล้วเพลิดเพลิน เป็นการพักผ่อนและคลายเครียดอย่างหนึ่ง
3. ผู้เลี้ยงบางคนมีความเชื่อว่า เลี้ยงแล้วจะนำโชคลาภมาให้ ทำให้การทำมาหากินเกิดความคล่องตัวดี
4. เพื่อเลี้ยงและขายเป็นอาชีพ
5. ทำให้เกิดมีการประกวดแข่งขันประชันเสียง และเป็นประเพณี
6. ทำให้เกิดการรวมตัวเป็นชมรมในทุกระดับ


     ความสุขของแต่ละคนคงไม่เหมือนกัน เพราะต่างจิตต่างใจกัน บ้างก็ว่าเลี้ยงสุนัขไว้เป็นเพื่อนแก้เหงา เวลาดุด่าเขาก็ไม่มีปากเสียง ส่วนคนที่ชอบเงียบๆ ก็อาจจะบอกว่าเลี้ยงปลาสวยงามสิมีความสุขดี เวลาปลาว่ายไปมาแลดูเพลิดเพลินดี ซึ่งต่างก็มีเหตุผลของตนเอง ในทำนองเดียวกัน สำหรับคนที่หลงใหลในนกกรงหัวจุก ก็จะรักและชื่นชมในองค์ประกอบของนกกรงหัวจุก ซึ่งประกอบด้วย
- ความสวยสดงดงามในรูปร่าง สีสัน และลีลา เนื่องจากนกกรงหัวจุกเป็นนกที่มีขนาดเล็ก รูปร่างปราดเปรียว สีสันสวยสดงดงาม
- สำนวนเพลงร้อง ถ้าจะฟังกันอย่างพินิจพิเคราะห์ จะพบว่าแต่ละครั้งที่นกร้องออกมามักจะไม่ซ้ำกัน มีการหมุนเวียนเปลี่ยนไป ทำให้ฟังแล้วไม่เบื่อ ยิ่งถ้าเลี้ยงนกในกรงที่ทำขึ้นอย่างมีศิลปะ แล้วนกกระโดดโลดเต้นไปตามลีลาที่เป็นธรรมชาติ ก็ยิ่งเพลิดเพลิน เป็นการสร้างความประทับใจและสบายใจให้กับเจ้าของนกเป็นอันมาก
- ได้พักผ่อนหย่อนใจ หลักจากตรากตรำทำงานกันทั้งวัน หรือในวันหยุดสุดสัปดาห์เป็นโอกาสที่จะได้พบปะเพื่อนฝูงที่มีรสนิยมชอบในสิ่งเดียวกัน เป็นการผ่อนคลายความเครียดที่ดีอีกวิธีหนึ่ง ยิ่งถ้ามีการแข่งขันแล้วนกของเราได้รับรางวัลด้วย ก็จะทำให้รู้สึกภาคภูมิใจ รวมทั้งผู้คนในครอบครัวด้วย เป็นโอกาสที่สมาชิกของครอบครัวนจะมีกิจกรรมร่วมกัน เป็นการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว ทำให้เด็กๆ ห่างไกลจากสิ่งเสพติด
- ช่วยกันอนุรักษ์นกกรงหัวจุก หากสามารถเพาะพันธุ์นกกรงหัวจุกได้สำเร็จ และทำการขยายพันธุ์ให้มากขึ้นก็จะเป็นการอนุรักษ์นกชนิดนี้ให้อยู่ต่อไปชั่วลูกหลาน อันเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
- เป็นการสร้างอาชีพอีกทางหนึ่ง หากมีความสนใจและศึกษาอย่างจริงจัง ท่านก็สามารถประกอบอาชีพเกี่ยวกับนกโดยไม่ยาก เช่น เพาะพันธุ์นกขาย ขายอุปกรณ์เกี่ยวกับการเลี้ยงนก เช่น อาหารนก ผ้าคลุมกรงนก ภาชนะใส่น้ำและอาหารของนกฯลฯ ทำกรงนกขาย หากมีฝีมือและความคิดสร้างสรรค์การทำกรงในปัจจุบันเป็นเรื่องที่ไม่ยากอีกต่อไป เพราะมีชิ้นส่วนในการทำการขายทุกอย่าง ทำให้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำโดยไม่ยากเลย
- ในลักษณะของโชคลาภ ผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุกส่วนใหญ่ เมื่อได้นกมาแล้วจะทำการเลี้ยงดูอย่างดี จะไม่ยอมขายหรือให้ใคร เพราะเป็นการถือเรื่องโชคลาง เจาของนกผู้มีอันจะกินหลายรายที่มีความเชื่อในตัวนก โดยเฉพาะนกที่มีลักษณะพิเศษไม่เหมือนใคร เช่น นกมีสีขาวทั้งตัวหรือขาวเพียงบางส่วน เจ้าของนกบอกว่าตั้งแต่ได้นกมา จะทำอะไรก็ดีไปเสียหมด ฐานะก็ดีขึ้นเรื่อยๆ จนต้องหากรงที่มีราคาแพงๆ มาให้นกนกโชคนี้อยู่ แม้ใครจะให้ราคาสูงสักเพียงใดก็ไม่ยอมขาย อันเป็นความเชื่อแต่ละบุคคล ซึ่งเรื่องแบบนี้ก็ขอให้คิดเอาเองแล้วกันว่าท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อดี

การดูแลและให้อาหารนกกรงหัวจุก


นกป่าหากินเองตามธรรมชาติ แต่เมื่อเรานำมาเลี้ยงควรให้อาหารให้พอเพียงกับความต้องการของด้วยและชนิดของอาหารก็สำคัญด้วย เพื่อให้นกเจริญเติบโตและอยู่กับผู้เลี้ยงไปนานๆ


อาหาร

        ในตอนเช้า เปิดผ้าคลุมกรงนกออก แล้วเปลี่ยนอาหารให้นกกินใหม่ โดยการผ่ากล้วยน้ำว้าสุก มะละกอสุก มะเขือเทศสุก ลูกตำลึงสุก แตงกวา บวบ ออกเป็นครึ่งลูก หรือทำเป็นชิ้น ๆ ถ้าเป็นลูกตำลึงลุกก็ให้ทั้งลูกเลย การให้อาหารควรจะสลับกันไปวันละ 2 ชนิด เพื่อกันไม่ให้นกเบื่ออาหาร สำหรับอาหารเม็ดก็ใส่ไว้ในถ้วยอาหาร อาจจะไม่ต้องให้ทุกวัน
จันทร์ /กล้วยน้ำว้า(จะให้คุณค่าทางอาหารเช่นวิตามินต่างๆ)
อังคาร /มะละกอ(ช่วยในการขับถ่ายดี)
พุธ /ส้มเขียวหวาน(ช่วยทำให้แก้หวัด+เสียงจะสดใส่ดี)
พฤหัสบดี /แตงกวา(ต้องล้างให้สอาดด้วยนะครับ)
ศุกร์ /บวบ (สำคัญมากเพราะมีเส้นใยช่วยในการขับถ่ายของเสียจากตัวนก)
เสาร์ /ข้าวคุกแกงส้ม(ในส่วนผสมของพริกแกงสมจะมีสมุนไพรหลายอย่าง)
อาทิตย์ /กล้วยน้ำว้า(จะให้คุณค่าทางอาหารเช่นวิตามินต่างๆ)
การให้อาหารของคนเลี้ยงนกแต่ละท่านอาจจะไม่เหมือนกันนะครับอาจจะต่างคนต่างความคิด แล้วท่านใดหมุนเวียนให้อาหารอะไรบ้าง

สังเกตดูขี้นก

        ในตอนเช้า เมื่อเปิดกรงนกหัวจุก ให้สังเกตดูขี้นก หากขี้นกเป็นแบบขี้จิ้งจก คือเป็นเม็ดสีขาวดำ แสดงว่านกเป็นปกติ แต่ถ้าขี้นกเป็นขี้เหลว หรือขี้เป็นน้ำ ก็แสดงว่านกเป็นโรคต้องรีบรักษาทันที

น้ำ

        ให้เอาน้ำเก่าทิ้งไป แล้วเอาน้ำใหม่ใส่ให้เกือบเต็มถ้วย เพราะน้ำเก่าอาจจะสกปรก


ควรนำนกกรงหัวจุกไปตากแดด

        ในตอนเช้าผู้ที่เลี้ยงนกกรงหัวจุกจะต้องรู้วิธีการยกกรงนกไปแขวน โดยมีวิธีการยกคือ มือหนึ่งจะต้องหิ้วที่ตะขอกรงนก เมื่อไปถึงชายคาบ้าน หรือราวที่จะแขวนกรงนก หรือกิ่งไม้ หรือราวที่ฝึกซ้อม และราวที่จะแขวนนกประกวดแข่งขันแล้ว ก็ใช้มือข้างที่ถนัดจับที่มุมกรงมุมใดมุมหนึ่งที่เป็นเสากรง เพราะซี่ลูกกรงจะบอบบางไม่แข็งแรงและหัดได้ จากนั้นก็ยกกรงนกขึ้นชู โดยดูที่ตะขอแขวนนกว่าตรงกับที่แขวนหรือราวแล้วหรือยัง ถ้าตรงกบที่แขวนและราวแล้ว ก็ให้ปล่อยมือลง
        ข้อควรระวัง อย่าแขวนนกที่มีอายุน้อยใกล้กับนกที่มีอายุมาก ซึ่งนกที่มีอายุมากจะข่มขู่นกที่มีอายุน้อยกว่า เพราะนกสามารถจะจำเสียงได้ และจะตื่นแล้วการที่จะนำนกไปแขวนไว้นี้ เพื่อให้นกได้กระโดดไปมาออกกำลังกาย และเพื่อให้นกร้อง จนถึงตอนบ่าย จึงจะเก็บนกไว้ในที่ร่มต่อไป ถ้าเป็นลูกนกและนกหนุ่ม ค่อย ๆ เพิ่มเวลาแขวนตากแดดวันละ 1 ชั่วโมง เป็นวันละ 2 ชั่วโมง และตากแดดไว้นานขึ้นจนนกเคยชิน เพราะเวลานำนกกรงหัวจุกเข้าประกวดแข่งขันต้องใช้เวลา 5-6 ชั่วโมง กว่าจะประกวดเสร็จ เพราะนกต้องตากแดดตลอดเวลาการประกวด

ควรเก็บนกไว้ในที่ร่ม
        หลังจากให้นกตากแดดตั้งแต่ตอนเช้าจนถึงตอนบ่าย ก็ให้เก็บนกและกรงนกไว้ในที่ร่ม ให้ทำความสะอาดกรง และอื่นๆ ดังนี้

  1. ทำความสะอาดกรงนก โดยเปลี่ยนตัวนกกรงหัวจุกไปไว้กรงอื่นเป็นการสอนนกไม่ให้เลือกกรงและเคยชินต่อการเปลี่ยนกรง จากนั้นก็ให้ทำความสะอาดกรงนกที่เห็นว่าสกปรก ถ้ากรงนกสะอาดดีแล้วก็ไม่ต้องทำความสะอาด

  2. ทำความสะอาดตะขอที่เกี่ยวอาหาร
  3. ทำความสะอาดถ้วยใส่น้ำ
  4. ทำความสะอาดถ้วยใส่อาหารเม็ด
  5. ล้างถาดรองขี้นกใต้กรง
  6. ให้อาหารและน้ำนกเหมือนเดิม
  7. ให้นกอาบน้ำ เมื่อนำนกไปเก็บไว้ในที่ร่ม ก็ให้นำกล่องพลาสติกหรือขันอาบน้ำใส่ไว้ในกรง ใส่น้ำลงไป นกก็จะอาบน้ำเอง ถ้านก ตัวไหนไม่ชอบอาบน้ำ ก็จะใช้ขวดแบบสเปรย์ฉีดน้ำเป็นฝอยให้ทั่วตัวนก จากนั้นนกก็จะเคยชินและอาบน้ำเองได้ เมื่อนกอาบน้ำเสร็จก็จะไซร้ขน เพื่อทำให้ขนสะอาดและแห้งไม่คันตัว แล้วก็เทน้ำที่ขันอาบน้ำนกทิ้งไป แล้วคว่ำขันลง ทิ้งขันอาบน้ำนี้ไว้ในกรง นกเมื่อได้อาบน้ำแล้วจะมีความสุข มีอารมณ์ดีแจ่มใส และร้องเพลงได้ดีเหมือนคนคือถ้าได้อาบน้ำก็จะรู้สึกสบายตัว
  8. ให้นำนกไปแขวนไว้ที่ชายคาบ้าน หรือราว หรือกิ่งไม้ไว้เหมือนเดิม ในช่วงเวลาประมาณ 15.00-16.00 น. ซึ่งจะเป็นแดดอ่อน ๆ ไม่แรงมากนัก ให้นกได้ตากแดดในช่วงเข้าและช่วงเย็น เพราะแสดงแดดมีวิตามินดีทำให้กระดูกของนกแข็งแรง และเพื่อให้นกขนแห้งสนิทเมื่อได้ตากแดดขนก็จะฟูสวยงามเป็นเงาและไม่คันตัว กรงนกก็จะแห้งและไม่ขึ้นรา อายุการใช้งานของกรงก็นานขึ้น
 9. หลังจาก 16.00 น. ในช่วงใกล้ค่ำ ให้เก็บนกเข้าบ้าน ปิดผ้าคลุมกรงนกจะได้หลับพักผ่อน เวลานกนอนจะชอบความสงบ ไม่ชอบให้มีเสียงรบกวน